Dec 20, 2008

รวบรวมโปรเจกต์ Hardware Open Source

0 ความคิดเห็น

แม้ว่าซอฟต์แวร์ในแวดวงดนตรีที่ใช้กันอยู่ จะเป็นคอมเมอร์เชียลซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้เปิด Source กันเกือบทั้งหมด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า Open Source มันแทรกซึมเข้ามาในชีวิตของเราๆ ท่านๆ มานานแล้ว ไม่ว่าเราจะเล่นเว็บหรือใช้โทรศัพท์มือถือ นั่นก็เป็นการข้องเกี่ยวกับ Open Source Software ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว และเร็วๆ นี้ชาว DIY Musician ก็จะสนุกสนานกันอีกมากขึ้น เมื่อมีกลุ่มคนหลายกลุ่มทั่วโลก กำลังวิจัย ออกแบบและผลิตเครื่องดนตรี แล้วเปิดรายละเอียดทุกอย่าง ทุกขั้นตอน ตั้งแต่ชิ้นส่วนที่นำมาใช้ ไปจนถึง Code ที่ใช้กับ Microcontroller ซึ่งเทรนด์การขยายตัวของ Open Source Hardware/Musical Instrument นั้นมีลักษณะเป็นกราฟยกกำลัง เป็นผลมาจาก Internet Effect นั่นเองครับ ทำให้มันเป็นที่จับตามองอย่างมากในแวดวงอุตสาหกรรมเครื่องดนตรีและเป็น แทรนด์แห่งอนาคตที่ความเป็นปัจเจกของแต่ละบุคคลจะยกระดับมากขึ้น และแม้ว่าค่าใช้จ่ายในการสร้างเครื่องมือเหล่านี้ขึ้นมาเอง หรือซื้อแบบสำเร็จที่ทำเสร็จแล้ว อาจจะมากกว่าการซื้อเครื่องดนตรีที่ผลิตโดยผู้ผลิตรายใหญ่ (อย่าง Korg, Yamaha, Roland ฯลฯ) อยู่เสียหน่อยอันเนื่องมาจากความต่างด้านจำนวนในการผลิต (Economies of Scale) แต่ถ้าเรานำความสนุกที่ได้จากการเรียนรู้ คุณภาพของวัตถุดิบที่เราเลือกได้เอง ความภูมิใจในการเป็นเจ้าของเครื่องดนตรีที่อาจมีอยู่เพียงชิ้นเดียวหรือเพียงน้อยชิ้นในโลก รวมไปถึงศักยภาพในการพัฒนาเป็นธุรกิจต่อยอดไปอีกได้ ก็อาจเป็นการคุ้มค่าสำหรับหลายท่านที่เข้าไปสัมผัสกับมันครับ
ผู้เขียนรวบรวมโปรเจกต์ Open Source มาให้เป็นแนวทางคร่าวๆ สำหรับผู้สนใจ ลองดูกันครับว่ามีตัวไหนที่โดนใจบ้าง

monome (www.monome.org)

เคย เขียนถึงไปแล้วหลายต่อหลายครั้งและกำลังจะทำรีวิว monome อย่างละเอียด ดังนั้นจะไม่ขอนำมาเล่าซ้ำอีกกับเครื่องดนตรีที่อ่านออกเสียงว่า "โมโนม" ตัวนี้ แต่ที่ยกมาเป็นตัวแรก เพราะถือเป็นต้นกำเนิดของแรงบันดาลใจกับอีกหลายโปรเจกต์ด้วยครับ ที่สำคัญคือ monome นั้นมีชุมชนนักเล่นที่แข็งมากๆ ทุกคนร่วมกันสร้าง ดัดแปลง ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ให้ออกมาหลากหลาย ซอฟต์แวร์หลักที่ใช้เล่นกับ monome ก็ครอบคลุมเกือบทั้งหมดที่นักดนตรีด้านนี้ชอบเล่นกัน ตั้งแต่ Max/MSP, PD, Chuck, Processing, Flash ฯลฯ ที่สำคัญคือมีขายทั้งแบบสำเร็จรูป เริ่มต้นที่ $450 กับชุดคิทให้เรานำมาประกอบเองเริ่มต้นที่ $250 พร้อมเอกสารที่ช่วยให้เราสร้างขึ้นมาเองได้โดยใช้วัสดุท้องถิ่น

Stribe (www.stribe.org)

โป รเจกต์ Stribe นั้น ชื่อแรกที่ตั้งในระหว่างพัฒนาคือ "xonome" (ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามาจากไหน) แต่ต่อมาเปลี่ยนมาใช้ชื่อปัจจุบันเพราะป้องกันการสับสน มันคือ 8-Channel Multitouch Controller โดยใช้ LED ถึง 1024 ตัวในการแสดง Visual Feedback ซึ่งตัว Original นั้นจะใช้เฉดสีเขียว ส้ม แดงแบบเดียวกับที่นักดนตรีคุ้นเคย แต่ถ้าเราทำเองอยากจะใส่สีอะไรก็ได้ ผลลัพธ์ที่ได้เราสามารถใช้มันควบคุม Volume แบบ Mixer หรือนำไปเล่นดนตรีเลยก็ได้ครับ
แม้จะมีแนว คิดต่อยอดมาจาก Monome โปรแกรมบางตัวของ Monome อย่าง mlr มีการดัดแปลงมาเล่นกับ Stribe ได้ แต่ก็ต้องบอกว่าอารมณ์ในการเล่นต่างกันมากครับ Stribe ใช้การสัมผัสกับเซนเซอร์ สามารถลากน้ิวได้ต่อเนื่อง ขณะที่ Monome เป็นปุ่มกด ส่วนราคาแบบสำเร็จรูปนั้นค่อนข้างสูงคือเริ่มต้นที่ $800 ส่วนชุดคิทเริ่มต้นที่ $570 ถ้าหาส่วนประกอบมาทำเองได้ ต้นทุนน่าจะลดลงมาอีกกว่าครึ่งทีเดียวครับ

MACHINECOLLECTIVE.ORG

จาก รูปแล้วอาจจะเห็นว่า MACHINECOLLECTIVE นั้น ไม่ได้มีแนวคิดที่ใหม่ซะทีเดียว หากแต่ดัดแปลงสิ่งที่มีอยู่แล้ว ให้เล็กลงจนมีขนาดน่ารัก และใช้แนวคิด Modular ให้เราสามารถนำมาเชื่อมต่อกันเป็นระบบที่น่าใช้ได้ ที่สำคัญคือ Open Source ทุกอย่าง โดยมีแกนหลักเป็น Microcontroller Platform อย่าง Arduino กับ Wiring ที่มาแรงมากในวงการประดิษฐ์ครับ โปรโตคอลที่ใช้สื่อสารก็มีตั้งแต่ตัวหลักๆ อย่าง MIDI, OSC, RS232, TCP/UDP, USB หรือแม้แต่ DMX ส่วนซอฟต์แวร์ที่เล่นก็มีตั้งแต่

จะ มีจำหน่ายทั้งแบบที่ทำสำเร็จ หรือพาร์ท หรือเปิดเผยข้อมูลให้เรานำมาทำเองได้เช่นกัน เพียงแต่เป็นโปรเจกต์ที่ยังใหม่มาก ณ เวลาที่เขียนอยู่ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับราคาครับ

midibox.org

midibox.org เป็นโปรเจกต์ขนาดใหญ่ยักษ์ ที่มีลูกหลานย่อยแตกกันออกไปมากมายครับ องค์ประกอบหลักของโปรเจกต์นี้แยกออกเป็น 2 ส่วนคือ MIDIbox Hardware Platform (MBHP) คือส่่วนที่เป็นชิ้นส่วนของฮาร์ดแวร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตัว Microcontroller, Sound Chips, LED ฯลฯ กับส่วนที่เป็นซอฟต์แวร์ MIOS - The MIDIbox Operating System ซึ่งเราจะใช้มันออกแบบสร้างเครื่องมือขึ้นมาใช้ได้ตั้งแต่ MIDI Controller ง่ายๆ, MIDI Sequencer ไปจนถึง Synthesizer เลยก็ยังได้ครับ การที่เราออกแบบเครื่องมือของเราผ่าน Platform midibox จะช่วยเราประหยัดเวลาลงไปมากกว่าเดิม เพราะมีคนตัวเล็กแต่ยิ่งใหญ่หลายคนร่วมกันสร้าง Platform ขึ้นมาเพื่อพวกเราแล้วนั้นเอง
ส่วนเรื่องของ ราคานั้นไม่แน่นอนครับ อันเนื่องมาจากความหลากหลายยากง่ายของแต่ละโปรเจกต์ ยกตัวอย่างชุดคิทสำหรับชุด Sequencer เริ่มที่ประมาณ 70 ยูโรหรือเกือบๆ 4 พันบาทไทยครับ

x0xb0x (ladyada.net/make/x0xb0x)

เครื่อง ดนตรีชื่ออ่านยากตัวนี้ (อ่านว่า "ซอกบอก") คือตัวโคลนของ TB-303 ตำนานแห่ง Acid Sound ครับ สำหรับคนที่เพิ่งรู้จัก TB-303 มันเป็น Sequencer + Synth ที่เน้นไปที่เสียงเบสครับ แรกเริ่มเดิมที Roland ต้นสังกัด ตั้งใจจะให้มันเป็นเครื่อง Accompaniment ให้กับมือกีตาร์ ไปๆมาๆ นักดนตรีอิเล็กโทรนิกส์นำมันมาใช้ในงานเพลงจนดังระเบิด และจากการที่ Roland เลิกผลิตไปแล้ว TB-303 จึงเป็นของหายากของนักสะสม ทำให้ราคาของมันไต่ระดับไปสูงกว่าสมัยที่ยังขายมือหนึ่งในตลาด เป็นเหตุผลว่าจึงมีผู้อยากสร้างของเลียนแบบขึ้นมา ซึ่งตัว x0xb0x ยังคงฟังก์ชันแบบของเดิมทุกอย่างแม้แต่เสียง แถมยังใช้ง่ายกว่าของเดิมนิดหน่อย และเรายังใช้มันควบคุมซินธ์ตัวอื่นได้ผ่าน MIDI Out มีแบงค์สำหรับเก็บเพลง 128 แบงค์ สำหรับเก็บแพทเทิร์น 64 แบงค์ ทั้งหมดจะเก็บลง EEPROM จึงไม่ต้องมีแบตเตอรี่สำหรับการแบ็คอัพเลยครับ ราคาของชุดคิทอยู่ที่ $350 แต่จะซื้อได้ ต้องลงชื่อไว้ใน Waiting List เสียก่อนครับ ถ้าซื้อเฉพาะ Microcontroller ที่โปรแกรมเรียบร้อยแล้วราคาแค่ $10 แล้วมาหา Parts แถวบ้านเราเองน่าจะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าทีเดียวครับ ส่วนเครื่องที่ประกอบสำเร็จราคาสูงถึง $999 ครับ

Dec 11, 2008

Review: inspire 5 + X Synth จาก icon MIDI Keyboard พร้อม Synth Module ในตัวเดียว

0 ความคิดเห็น

ตีพิมพ์ครั้งแรก The Absolute Sound & Stage


ยอมรับว่าตัวเองบกพร่องต่ออาชีพนักเขียนด้านเทคโนโลยีดนตรีอยู่บ้าง เมื่อพบว่าตัวเองไม่รู้จัก MIDI Keyboard ที่น่าสนใจอย่าง inspire series หรือแม้แต่ตราผู้ผลิตอย่าง icon ที่มีไลน์สินค้าในแง่ของ Digital Music และ Pro Audio แทบจะครบทุกประเภท จนได้ inspire 5 + x-synth มาวางอยู่บนโต๊ะทำงานเกือบเดือน ด้วยความอนุเคราะห์จากพี่แนน Muzic Craft (http://www.muziccraft.com/) ผู้นำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราอย่างเป็นทางการ เราลองมาขุดคุ้ยรายละเอียดต่างๆของมันกันครับ

ภาพรวม

รุ่นที่ผู้เขียนได้รับมา คือรุ่น inspire 5 (49 คีย์) ถือเป็นน้องเล็กที่สุดของครอบครัว inspire โดยจะมีรุ่นที่สูงกว่าคือ inspire 6 (61 คีย์) และ inspire 8 (88 คีย์) โดยมีรุ่นท๊อปคือ inspire 8PS ที่นอกจากคีย์จะเป็นแบบ Hammer เหมือน Inspire 8 แล้ว ยังมีการไล่น้ำหนักเหมือนคีย์เปียโนอีกด้วย แต่ทุกรุ่นจะมีโครงสร้างของปุ่มควบคุมเหมือนกันและเท่ากันหมดครับ จุดต่างจะอยู่ที่จำนวนของลิ่มคีย์และน้ำหนักของคีย์เท่านั้น
มอง จากรูปลักษณ์ภายนอกอย่างเร็ว ๆ แล้วต้องยอมรับว่าทำได้สวยทีเดียวครับ สีขาวล้วน ด้านข้างซ้ายขวามีส่วนเว้าลึกสวยงามโฉบเฉี่ยว โครงสร้างเป็นพลาสติกแข็ง+อลูมิเนียม ส่วนที่เป็น Control Panel และด้านข้างเป็นพลาสติก ขณะที่ด้านใต้มาจนถึงฐานของฝั่งลิ่มคีย์จะเป็นอลูมิเนียมบางๆ ให้พอรู้สึกได้ว่าแข็งแรงในระดับที่ยกไปมาได้ ความแตกต่างของวัสดุที่นำมาใช้ในส่วนต่างๆ เมื่อรวมกับความเป็นสีขาวที่ไม่เท่ากันทั้งชุด ทำให้เกิดความรู้สึกแปลกๆไปบ้าง เพราะปกติผลิตภัณฑ์ที่ทำเป็นสีขาว มักจะมีความเนี้ยบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรืออย่างน้อยสีขาวก็จะมีความขาวในระดับเดียวกัน แต่ inspire 5 ใช้สีขาวไม่เท่ากันตามแต่วัสดุ
ตัว Control Panel ดูเหมือนจะทำการบ้านมาเป็นอย่างดีครับ มีการปิดข้อบกพร่องของรุ่นอื่นๆ อย่างจำนวนปุ่มที่มากกำลังดี ขนาดที่พอดีนิ้วมือ ไปจนถึงคุณภาพของ Trigger Pad ที่ทำออกมาได้ดีมาก เพื่อให้เราใช้งานได้จริงๆ โดยไม่มีกั๊ก Features ไว้ให้เราซื้อ Drum Trigger Pad ต่างหาก แถมยังมีการทำ Layers Shift ได้อีก 3 ระดับ ทำให้จาก 8 ปุ่มกลายเป็นเสมือน 24 ปุ่ม ซึ่งการทำ Layers Shift นี้ยังคลอบคลุมไปถึง Faders และ Knobs ด้วย ที่เราเห็นอยู่เช่น Faders มี 9 ชุด Knob มี 16 ปุ่มให้เรานำไปคูณ 3 ได้เลย ช่วยให้เราใช้งานได้กว้างขึ้นอีกมากครับ
ขณะที่ตัว Pitch/Mod Stick นั้นออกมาในลักษณะที่คล้ายกับของ Novation มาก รวมไปถึงตำแหน่งของ Touch Pad ด้วย แต่กรณีของ inspire นั้น จะใส่ความหนืดไปที่ตัว Joy Stick ด้วย ซึ่งคุณภาพนั้นถือว่ากลางๆ เมื่อเทียบกับคุณภาพของคีย์บอร์ดระดับ Clavia Nord แต่มันก็ดีกว่ากรณีของ Novation ที่ไม่มีความหนืดเลย เล่นกันตรงๆ ขณะที่ตัว Touch Pad นั้น จะเล่นง่ายกว่าของ Novation เช่นกัน ในแง่ที่ว่ามันอาศัยแรงกดนิดเดียว ขณะที่ Novation นั้นต้องใช้แรงกดมากกว่า (ที่ต้องออกแรงกดบ้าง เพราะ Touch Pad บนเครื่องดนตรี ไม่เหมือนกับ Touch Pad บน Laptop มันต้องการความแน่ใจว่าผู้เล่นจะไม่สัมผัสมันโดยบังเอิญครับ) ขณะที่พื้นที่ Touch Pad ของ Inspire นั้น เล็กกว่าบน Novation Remote SL 25 อยู่เล็กน้อย แต่โดยภาพรวมแล้ว ตำแหน่งการวางเลย์เอาท์ของปุ่มต่างๆนั้น ลงตัวมากๆ โดยเฉพาะในรุ่นเล็กสุดอย่าง inspire5 นั้น จะเต็มพื้นที่พอดี

รู้จักกับ X-Synth


X-Synth เป็นการ์ดเสริมที่เราสามารถซื้อต่างหากเพื่อเปลี่ยน inspire series และคีย์บอร์ดของ icon อีกหลายๆรุ่น จากคีย์บอร์ดธรรมดา ให้เป็นฮาร์ดแวร์ซินธ์ในตัว เป็นอีก Feature ที่ถือว่าเป็นจุดขายเลยครับ เมื่อเราสามารถติดตั้งการ์ดเพิ่ม เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นฮาร์ดแวร์ซินธ์ในตัวมันเองโดยไม่ต้องพึ่งคอมพิวเตอร์ แต่แทนที่จะเป็นการ์ดเสียงทั่วไป X-Synth ใช้แพล็ตฟอร์มปลั๊กอินของ Creamware SCOPE ที่พัฒนาโดย Use Audio ช่วยให้เราสามารถจัดการปลั๊กอินผ่าน Computer ได้อย่างสะดวก ทั้งยังมีปลั๊กอินให้เลือกใช้อย่างน้อย 8 ตัว ที่มีบุคคลิกแตกต่างกัน โดย 3 ตัวจะโหลดมาให้กับการ์ดแล้ว เมื่อเสียบแล้วใช้งานได้ทันทีครับ อีกหนึ่งตัวโหลดได้ฟรี และอีก 4 ตัวที่เหลือต้องจ่ายเงินซื้อผ่าน Online Shop (http://use-audio.com/options/) ซึ่งขายกันตัวละ $49 ซึ่งก็ถือว่าไม่แพงเลยครับ ตามมาตรฐานราคาของปลั๊กอินในปัจจุบัน

ตัว การ์ดจะมี Mic In สำหรับต่อไมค์เพื่อเล่นกับ Vocoder กับ Headphone Out และ Stereo Out อีกหนึ่งคู่ ทั้งยังมี USB ในตัว เพื่อสื่อสารตรงกับ Plugin Manager ตรงจุดนี้อาจทำให้ผู้ใช้สับสนเล็กๆ เพราะตัวเครื่อง inspire มันก็มี USB ของตัวมันเองอยู่แล้ว ในกรณีผู้ใช้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า USB บน inspire นั้น ใช้ต่อตรงกับคอมพิวเตอร์เพื่อส่ง MIDI ขณะที่ USB ของการ์ด X-Synth นั้น เพื่อสื่อสารกับซอฟต์แวร์ Plugin Manager เป็นหลักครับ

GUI ของปลั๊กอินทั้ง 4 ตัว เมื่อมองผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ จากบน VOCODIZER โวโคเดอร์ เล่นกับเสียงผ่าน Mic In ที่ด้านหลังการ์ด, LIGHTWAVE เวฟเทเบิ้ลซินธ์, B4000 เล่นเสียงออร์แกน, MINIMAX จำลอง Minimoog

การติดตั้ง


เริ่ม จากการติดตั้งที่ตัว Hardware ก่อน โดยติดตั้ง X-Synth เข้ากับตัว Inspire 5 ทำได้ไม่ยากเท่าไรครับ คล้ายกับการติดตั้งฮาร์ดดิสค์บนคอมพิวเตอร์ ใช้ไขควงขันน๊อต 2 จุด จากนั้นก็เชื่อมสายแพรเข้ากับการ์ด จัดตำแหน่งให้ลงตัวแล้วขันน๊อตก็เป็นอันเสร็จสิ้น ถึงขั้นตอนนี้แล้ว เอาเข้าจริงๆก็เสียบไฟจาก Adaptor เปิดคีย์บอร์ดเล่นได้แล้วนะครับ แต่กรณีที่เราต้องการเล่นกับ Plugin Manager เพื่อจัดการปลั๊กอินอย่างง่ายๆนั้น จำเป็นต้องใช้ซอฟต์วแวร์บนคอมพิวเตอร์ช่วยในการนี้
การติดตั้งกับ คอมพิวเตอร์นั้น เนื่องจาก X-Synth ให้ซอฟต์แวร์สนับสนุนบน Windows มากับแผ่นซีดี (ขณะที่บน Mac ต้องไปโหลดซอฟต์แวร์ของ Plugiator จากเว็บ use-audio.com มาใช้แทนกันได้) ผู้เขียนทดลองติดตั้งไดร์เวอร์ผ่านซีดีที่ให้มา เสียบสาย USB เรียบง่ายมาก พอเปิดซอฟต์แวร์จัดการ ก็รู้จักกันโดยทันที กรณีบน Mac ที่เราต้องจะใช้มันเป็น MIDI Controller เราจะไม่ใช้ช่อง USB ของ X-Synth แต่จะใช้ USB ของตัว Inspire ซึ่งมันเป็น Class Compliant อยู่แล้วครับ เสียบปุ๊ป Mac OSX จะรู้จักทันที
ซอฟต์แวร์ที่แถมมากับเครื่องยังมี Ableton Live Lite 7 ด้วยนะครับ ถึงจะไม่ใช่ตัวเต็มแต่ก็ทำงานได้ในระดับหนึ่ง ที่สำคัญยังมีออพชั่นให้อัพเกรดในราคาไม่แพงอีกด้วย

ซอฟต์แวร์ Plugin Manager


เปิด มาครั้งแรก กรณีผู้เขียนมันจะทำการตั้ง MIDI Input/Output ไว้ให้ตรงเลย เท่ากับเราสามารถเห็น MIDI Monitor ทำงานได้ทันทีหลังจากกดคีย์หรือหมุนปุ่มต่างๆ จุดที่ผู้เขียนเสียดายเล็กๆ คือการที่มันยังไม่ได้สนับสนุนกันและกัน (inspire กับ x-synth) กันอย่างเต็มรูปแบบกว่านี้ คือปุ่มต่างๆยังไม่ได้ทำการ map กับพารามิเตอร์ต่างๆของซินธ์ได้อย่างทันที นอกจากค่า Volume นอกจากชื่อของพรีเซตและชื่อของปลั๊กอินจะไปปรากฏอยู่บนจอ LCD ซึ่งน่าจะเป็นช่องว่างที่ผู้ผลิตอย่าง icon ทำการบ้านอีกนิด เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ใช้สนุกขึ้นอีกระดับ แต่ถ้าไม่นับเรื่องนี้ การเปิดปุ๊ปแล้วเล่นได้ทันทีโดยไม่ต้องมีคอมพิวเตอร์นั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีอย่างยิ่ง
การอิดิตพารามิเตอร์ต่างๆก็ทำ ได้ง่ายตามมาตรฐาน แม้หน้าตาของปลั๊กอินจะด้อยไปนิดตามมาตรฐานปัจจุบันอยู่บ้าง จุดที่น่าสนใจของซอฟต์แวร์ Plugin Manager คือระบบ Online Sound ซึ่งเราสามารถ Login เข้าไปซื้อ Plugin ผ่านโปรแกรมได้เลย โดยไม่ต้องเปิด Web Browser ขึ้นมาใหม่ ทิศทางนี้เราน่าจะได้เห็นกันบน NI Kore เวอร์ชันถัดไปเช่นกันครับ
Plugin แต่ละชุดจะมีพรีเซตเสียงมาให้อย่างละ 100 เสียง ซึ่งเราสามารถใช้ Jog Wheel บน inspire หมุนเลือกเสียงได้เลย หรือใช้ปุ่มข้างๆ Jog Wheel เลือกเสียงแบบทีละ Step ได้ด้วย ถือว่าจุดนี้ทำได้ดีกว่า CME ครับ
เรื่อง ของเสียงจากปลั๊กอินแต่ละตัวนั้น ทำได้เต็ม ครบย่านตามมาตรฐานของปลั๊กอินในปัจจุบัน แม้ว่าโทนเสียงจะให้ความรู้สึกดิจิตอลแทบทั้งหมด แต่จุดที่ดีมากๆคือเรื่องของการตอบสนองที่ทำได้เร็วมาก เทียบเท่าฮาร์ดแวร์ซินธ์อื่นๆ ตรงนี้ใครที่รันปลั๊กอิน vst ในระบบเสียงทั่วไปที่มี Latency 15-20 ms อาจพบว่านี่เป็นจุดที่น่าประทับใจมากอีกจุดหนึ่งเลยทีเดียวครับ เพราะต่ำได้ต่ำว่า 5 ms โดยวัดจากความรู้สึก คือไม่รู้สึกว่าหน่วงเลย

การกำหนดค่า MIDI Controller


ใน วันนี้ (พฤศจิกายน 2551) ยังไม่มีซอฟต์แวร์ Editor ให้ใช้ง่ายๆครับ แต่เนื่องจาก inspire 5 ทำการบ้านมาดีในแง่ของการโปรแกรมค่า MIDI Controller การตั้งค่าทุกอย่างจึงง่ายมาก กดปุ่มตั้งค่า หมุนหรือเลื่อนปุ่มที่ต้องการตั้งค่า จากนั้นก็ใช้ Jog Wheel เลื่อนหาค่าที่ต้องการแล้วกด เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย
การตั้ง ค่าอื่นๆเช่น Velocity Curve, Zone Range ฯลฯ ก็เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน ซึ่งค่าพวกนี้เป็นเรื่องที่คุ้นเคยกับผู้ใช้ส่วนใหญ่อยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นมือใหม่แกะกล่องอาจพบความลำบากอยู่บ้าง เพราะตัวคู่มือขนาด 2 หน้าที่แถมมาไม่ได้อธิบายเรื่องพวกนี้อย่างละเอียดนอกจากวิธีการกำหนดค่า เท่านั้นเอง อย่างไรก็ตามครับ หากท่านผู้อ่านเป็นผู้ใช้มือใหม่จริงๆ ก็ลองปรึกษากับตัวแทนจำหน่ายจนมั่นใจเสียก่อนว่าต้องการจะใช้ทำอะไรบ้าง เชื่อว่าสุดท้ายแล้วก็น่าจะใช้งานได้อย่างราบลื่นครับ เพราะมิติความลึกของผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้จะลงไปที่ตัว Plugin บน X-Synth มากกว่า ตัว Inspire ที่เป็นเพียง MIDI Keyboard

ความรู้สึกในการเล่น


ผู้ เขียนพบว่าการเล่นคีย์บอร์ดกับปลั๊กอินอื่นๆบนคอมพิวเตอร์มีความตอบสนองต่อ เวโลซิตี้ต่างกันกับการ์ด X-Synth อยู่บ้าง อาจเป็นเพราะการเซ็ตตัว Velocity Curve แยกกันหรือก็ไม่อาจทราบได้ แต่สุดท้ายตัวลิ่มคีย์ของ inspire ก็ให้สัมผัสที่ดีตัวหนึ่งเลยครับ เด้งรับมือเป็นไปอย่างธรรมชาติ ขณะที่เรายังปรับเปลี่ยน Curve ได้หลากหลายอีก ที่ชอบมากคือระบบ Keyzone ที่แบ่งได้ถึง 4 Zone แต่รุ่นเล็กอย่าง inspire 5 อาจไม่ได้ใช้เท่าไร และอีกอย่างถ้าเป็นไปได้ ผู้เขียนนิยมตั้ง Keyzone บน Software มากกว่า เพื่อที่จะใช้คียบอร์ดเซ็ตติ้งแบบเดียวตลอดโดยไม่ต้องเปลี่ยนไปไหน
ตัว Faders กับ Knobs นั้นอาจไม่มีความหวือหวาอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่ทางผู้ผลิตใส่ใจคือการทำปุ่มที่รองรับกับนิ้วมือได้อย่างลง ตัว ปุ่มหมุนอาจไม่ใช่แบบนุ่มนวล คือหมุนแล้วเราจะรู้สึกถึงฟันเฟืองข้างในบ้าง แต่ให้ความรู้สึกที่แน่นไม่หลวม ตำแหน่งการวาง Trigger Pad นั้นกำลังดีในระดับที่นำไปใช่เล่นกลองได้ ต่างจากบางรุ่นอย่าง Remote SL ของ Novation ที่ตำแหน่งของ Trigger Pad สร้างความลำบากในการเล่น เพราะวางไว้ชิดกับปุ่มหมุนเกินไป Trigger Pad ตัวนี้จึงเหมาะกับผู้ที่อยากได้คีย์บอร์ดกับ MPC Styled Pad ในตัวเดียวกันเลย
ปุ่มฟังก์ชันการทำงานจะแสดงไฟบอกสถานะด้วย ให้น้ำหนักในการกดและความแน่นกำลังดีครับ ไม่รู้สึกว่ามันหลวมๆเมื่อเทียบกับ CME และการวางตำแหน่งนั้นสวยงามลงตัวทีเดียว
ขณะที่ Joystick กับ Touch Pad ได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้น จึงไม่ขอกล่าวถึงอีก

สรุปผล inspire 5 และ X-Synth


การจับ คู่กันของทั้ง inspire 5 กับ x-synth น่าจะตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการ MIDI Keyboard เต็มรูปแบบและต้องการ Features Synth ในตัวเพื่อการเล่นสด หรือการใช้งานเป็น MIDI Keyboard แต่เพียงอย่างเดียว ก็ถือว่าเป็นตัวที่มีความสามารถคุ้มราคาอีกตัวหนึ่ง ส่วนการ์ด X-Synth นั้นไม่ได้อยู่อย่างโด่ดเดี่ยว ยังมีพันธมิตรอย่าง Plugiator ซึ่งถ้าแพล๊ตฟอร์มนี้โตขึ้นเท่าไร ความคุ้มค่าของ X-Synth ก็จะมากตามไปด้วยครับ

สนใจติดต่อ Muzic Craft (www.muziccraft.com) Hotline 08-5070-1549


ช่วงโปรโมชั่น inspire 5 ราคาลดเหลือ 15000 บาท X-Synth ราคาลดเหลือ 14300 บาท

Nov 18, 2008

Review: Hercules DJ console RMX

0 ความคิดเห็น

DJ Console ในระดับโปรแท้ ๆ ตัวแรกจาก Hercules

วีระวัฒน์ วีระประเสริฐศักดิ์ และ DJ MRSX77

หาก ท่านผู้อ่านยังพอจำรายงานจาก NAMM ปีที่แล้วหรือติดตามข่าวสารมาโดยตลอด จะพบว่าปีสองปีหลังที่ผ่านมา มีผู้ผลิตน้อยใหญ่มากมาย โดดลงมาเล่นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มดีเจคอนโทรลเลอร์กันจนเลือกไม่ถูก ตั้งแต่กลุ่มผู้ผลิตสินค้าดีเจไปจนถึงกลุ่ม Pro Audio ที่มีตลาดกว้าง ต่างก็ส่งผลิตภัณฑ์มาร่วมวงไพบูลย์กันถ้วนหน้า เมื่อกล่าวถึง Hercusles ผู้ผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ส่ง DJ Console ออกมาสู่ตลาดก่อนใครตั้งแต่เมื่อ 4-5 ปีก่อน ปรับกระบวนทัพครั้งใหญ่เพื่อต่อสู้กับศึกครั้งนี้ โดยการออกแบบเว็บไซต์ใหม่หมดจดทันสมัยมากขึ้นในสไตล์เว็บ 2.0 (ชม http://www.hercules.com) และส่ง DJ Controller ตัวใหม่ล่าสุดอย่าง Hercules DJ Console RMX ออกมาสู่ตลาด ซึ่งมาคราวนี้นั้น เล่นกับระดับโปรเลยทีเดียว และโชคดียิ่งกว่าที่บ้านเรามีตัวแทนจำหน่ายโดยตรงอย่าง MUSIC2HOME ผู้เขียนจึงได้รับของมาทดลองเหมือนกับรุ่นก่อนที่เคยได้เล่นครับ

OVERVIEW

มอง ในภาพรวม RMX ฉีกรูปแบบเดิมที่เราเคยเห็นในรุ่น DJ Console MK II เสียจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ด้วยการใช้ Brushed Metal ห่อโครงสร้างหลักห่อหุ้มพลาสติกที่แข็งแรงแบบที่ใช้กับผลิตภัณฑ์ระดับอาชีพ ทำให้ RMX สามารถยืนประชันหน้ากับอุปกรณ์ระดับโปรได้อย่างสบาย ปุ่มทุกปุ่มเคลือบสีเงิน ดูกลืนไปกับ Brushed Metal Panel ทำให้รู้สึกถึงความแข็งแรง แม้ว่ามันจะทำมาจากพลาสติกธรรมดาๆ ก็ตาม ปุ่มกดทุกปุ่ม ซ่อน LED สีน้ำเงินไว้ข้างใต้ ทั้งยังมีความรู้สึกในการกดที่หนัก ไม่ดูอ่อนยวบ ความรู้สึกแบบนี้จะมันมากๆ หากเราเล่นเพลงบีทหนักๆเร็วๆมันๆ
ปุ่ม Jog Wheel ทำด้วยพลาสติกเช่นกัน แต่ปิดด้านบนด้วยยาง ให้ความรู้สึกในการสัมผัสที่ดีมาก ลื่นไหลแต่เนียนแน่น แต่จุดสำคัญมากๆคือการตอบสนองต่อเสียงครับ ปุ่มทั้งหมดเล่นบนซอฟต์แวร์ Virtual DJ (จะกล่าวถึงอย่างละเอียดต่อไป) บน iMac นั้น ไม่มีความรู้สึกหน่วงเลยแม้แต่นิดเดียว โดยที่เราไม่ต้องยุ่งกับ Configuration บน Mac OSX ด้วยเลย (ตัวระบบของ RMX ไม่อนุญาติ) ซึ่งก็น่าทึ่งและง่ายมากๆ (จริงๆแล้วต้องยกความดีให้ Core Audio ด้วย) แต่บน Windows ไดร์เวอร์เสียงคือ ASIO ซึ่งทำงานได้ดีและสามารถปรับแต่ง Configuration ได้อย่างเต็มที่ครับ

จุด ที่ผู้เขียนออกจะขำๆ แต่เป็นเรื่องที่ดีมาก คือ RMX มาพร้อมกับกระเป๋า Softcase (แต่แข็งแรงเกินมาตรฐาน Softcase ทั่วไป) ด้วยเลยครับ ทำให้เราไม่ต้องเดือดร้อนตัด Hardcase หรือหากระเป๋าอะไรที่เหมาะสมให้มัน อยากให้เรื่องนี้เป็นมาตรฐานของอุปกรณ์ระดับโปรไปด้วยเลย
แต่ทำดี แล้วก็ยังมีจุดพลาดเล็กๆอีกสองจุด คือการที่ไม่แถมสายสัญญาณมาให้ ซึ่งควรจะแถมอย่างน้อย 2 ชุดทั้ง RCA และ 1/4" Unbalanced เพื่อให้ต่อเอาท์พุทได้พอดี  คิดเข้าข้างผู้ผลิตคือ ถ้าแถมแบบถูกๆมา แล้วดีเจไม่อยากใช้ ก็สู้ไม่แถมมาเลยดีกว่าจะทำให้ภาพลักษณ์ Pro เสีย และจะว่าไปซาวน์การ์ดระดับโปรก็ไม่แถมกัน แต่กรณีที่เลวร้ายที่สุดของผู้ใช้คือการที่ไปถอยมาจนกลับถึงบ้านแล้วกลับพบ ว่าเล่นไม่ได้ ต้องออกไปหาซื้อสายสัญญาณมาใหม่นี่ล่ะ หรือเอาแบบฝันร้ายคือซื้อมาเพื่อจะไปใช้ออกงานจริงเลย แต่กลับพบว่ายังเล่นไม่ได้ (มือโปรท่านใดอ่านอยู่ ไม่แนะนำให้ทำแบบนี้นี่นะครับ เพราะผู้เขียนทำบ่อย) จุดที่สองคือจุดที่ถือเป็นเรื่องปกติของ DJ Console Series คือเรื่องที่มันไม่มีปุ่มเปิดปิด ซึ่งมันก็เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆที่มองข้ามไปได้ เครื่องดนตรีของผู้เขียน 2 ตัวล่าสุด ก็ไม่มีปุ่มเปิดปิดเช่นกัน แค่เสียบสาย USB ก็เล่นได้เลย

RMX ต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ผ่าน USB (ให้มาด้วย) แต่ก่อนจะต่อในครั้งแรก คู่มือแนะนำว่าให้ติดตั้ง Driver เสียก่อน แผ่นซีดีที่ติดมาด้วยเป็นแผ่นแบบ Hybrid คือทั้ง Windows และ Mac OS ต่างก็มองเห็นและติดตั้งโปรแกรมได้ทั้งสอง Platform ต่างจากรุ่นที่ผ่านๆมา ที่มีการแยก Platform ชัดเจน ว่าอันไหนเป็น Mac อันไหนเป็น Win ในแผนจะมี Driver  (รวมซอฟต์แวร์ Control Panel) และซอฟต์แวร์คู่ขวัญอมตะนิรันดร์กาลอย่าง VirtualDJ 5 DJC Edition ที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่รุ่นแรก ก่อนหน้านี้ถ้าเป็น DJ Console บน Mac ตัวเก่า ซอฟต์แวร์ที่แถมมาจะเป็น NI Traktor LE ครับ มาคราวนี้ VirtualDJ มีเวอร์ชันบน Mac ก็แถมมาใช้ด้วยเลย ทำให้ไม่ดูแตกแปลกแยกเหมือนแต่ก่อน

IN & OUT

อย่าง ที่เข้าใจได้ว่า RMX จะไม่ได้ให้อะไรมาเกินกว่าความจำเป็นในการใช้ มี 4 Outs สำหรับ 2 Decks ทั้งแบบ RCA สำหรับใช้ซ้อมกับระบบเครื่องเสียงตามบ้าน และ 1/4" Unbalanced สำหรับใช้กับ PA ในสถานการณ์จริง และยังให้ Input มาอีก 4 ช่องทั้ง RCA และ 1/4" Unbalanced เช่นเดียวกันซึ่งจะมีช่องต่อ Ground สำหรับนำอินพุทเข้ามาจาก Turntable ด้วย


ขณะที่ช่องไมค์และช่องเฮดโฟนให้มาอย่างละ 2 ช่อง ทั้งบน Top Panel และ Front Panel (ชมภาพประกอบ) แต่ไม่ได้หมายความว่ามันใช้แยกกันได้เหมือนอุปกรณ์ระดับอาชีพทั่วไปนะครับ มันใช้ได้ครั้งละหนึ่งชุดเท่านั้น สมมติว่าเราเสียบเฮดโฟนพร้อมกันสองช่อง โดยไม่รู้มาก่อน อันที่จะมีเสียงดังคืออันที่อยู่ด้าน Top Panel ครับ ซึ่งหลักการนี้นำมาใช้กับไมค์เช่นกัน (มืออาชีพบางท่านอาจสงสัยว่า งั้นจะให้มาทำไมถึงอย่างละ 2 ช่อง?)

VIRTUAL DJ 5 DJC EDITION

หลังจากผ่านขั้นตอนการติดตั้งอันแสนง่ายไปแล้ว ผู้เขียนก็เปิดซอฟต์แวร์ Virtual DJ 5 DJC Edition ขึ้นมาเพื่อสนองความกระหายทันที


GUI ออกแบบมาโดยแบ่งเป็นสองส่วนบน-ล่าง คือส่วนที่เป็น Control Panel ที่ใช้สี Brushed Metal เหมือนกับตัว Hardware กับส่วนที่เป็น Music Browser ที่ใช้พื้นหลังสีดำตัดกับตัวอักษรสีขาว ว่ากันตามตรง แม้ Virtual DJ เวอร์ชันนี้จะมี GUI ที่ดูดีที่สุด ตั้งแต่ได้เคยใช้ Virtual DJ มา แต่ภาพรวมแล้ว ยังห่างไกลกับมาตรฐาน GUI ที่เรียกว่าสวยในปัจจุบัน ในฐานะเป็นผู้ใช้และเป็นคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับ GUI มาตลอด เราจะพบว่า GUI แบบ Brushed Metal ที่ Apple Inc. เริ่มต้นใช้กับซอฟต์แวร์ของตัวเองมาตั้งแต่ 1999 ในวันนี้มันดูล้าหลังไปเสียแล้ว ขณะที่การวางองค์ประกอบยังมีจุดเล็กๆน้อยๆให้ขัดใจอยู่บ้าง โดยเฉพาะเรื่องของตำแหน่งและความคมชัดของตัวอักษร Hercules และตัวอักษรที่แสดงเวลา และตัวอักษรอื่นๆบน Panel ที่เบลอเสียจนทำให้โปรแกรมดูด้อยกว่าโปรแกรมระดับอาชีพตัวอื่น หรือการที่เว้นพื้นที่ด้านซ้ายขวาไว้ ในส่วนของ Panel ซึ่งน่าดูดีในตัวมันเอง แต่มันไม่เข้ากับองค์ประกอบของตัว Hardware ที่ลงตัวกว่ามากๆในแง่ของระยะห่างและพื้นที่ระหว่าง Control Element เข้าใจว่าเป็นการทำงานแยกกันระหว่างคนทำซอฟต์แวร์ซึ่งเป็นคนนอก กับคนออกแบบฮาร์ดแวร์ซึ่งเป็นคนในบริษัทครับ ทำให้การควบคุมในส่วนนี้ทำได้ยาก
ทั้งหมดที่กล่าวมาผู้ใช้ทั่วไปอาจ ไม่ใส่ใจเลยก็ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของรสนิยมและความเรื่องมาก (นิดๆ) ของผู้เขียน และจะว่าไปแล้ว การใช้งาน Virtual DJ ผ่าน RMX นั้น ลื่นไหลเอามากๆ RMX ถูกออกแบบให้ควบคุมทุกอย่างตั้งแต่การเลือกเพลง โหลดเพลง เล่นเพลง เล่นเอฟเฟกต์ โดยไม่ต้องแตะตัวคอมพิวเตอร์อีกหลังจากเปิดโปรแกรมครั้งแรก ดังนั้น GUI ทั้งหลายบนหน้าจอนั้น แทบไม่มีความหมาย นอกจากใช้ดูเพลง ตำแหน่งเพลง การซิงค์ และ Visual Feedback อีกเล็กๆน้อยๆ เท่านั้น
เรื่อง ของ Visual Feedback ตัว RMX เองจะมี LED คอยแจ้งสถานะของปุ่มว่า ปุ่มไหนทำงานอยู่ แม้แต่ปุ่ม Sync ก็จะกระพริบไฟตามจังหวะ ซึ่งก็มีมาตั้งแต่รุ่นก่อนๆ เพียงแต่รุ่นนี้ใช้ไฟสีน้ำเงินอย่างเดียว ไม่ฉูดฉาดหวือหวาจนเหมือนชิงช้าสวรรค์แบบรุ่นก่อน แต่จุดด้อยที่ผู้เขียนพบในแง่ของ Visual Feedback เล็กน้อยครับ คือการไม่ยอมแสดงไฟสถานะของการเล่นเอฟเฟกต์ ซึ่งมีอยู่ 6 ตัว (loop in, loop out, pitch bend -, pitch bend +, flanger, beatgrid) บนแต่ละ Decks ซึ่งเราต้องดูที่หน้าของซอฟต์แวร์แทน ที่บอกว่าจุดด้อยก็เพราะปุ่มอื่นๆนั้นแสดงไฟหมด ยกเว้นปุ่มเอฟเฟกต์ที่ควรจะแสดงเช่นกัน ถ้าคิดในแง่ดีก็คือการเล่นเอฟเฟกต์นั้น ส่วนใหญ่มีผลชัดเจนเป็น Aural Feedback อยู่แล้ว
ขณะที่ระบบแสดง Metering ที่เหมือนเป็นจุดด้อยมาตลอด ก็ได้รับการแก้ไขจนมีการตอบสนองได้สมจริงขึ้นมาก เสียแต่ว่ามันเล็กเกินไป ทำให้ดูไม่สวยและไม่โปรเท่านั้น
สรุปเรื่องซอฟต์แวร์นั้นทำงานได้ ดีครับ เปิดมาก็สนุกดได้เลย โดยไม่ต้องปรับอะไรเลย ที่ผู้เขียนติดคือเรื่องของ GUI ที่ยังไม่สมบูรณ์เท่านั้น ปัญหานี้แก้ได้โดยการใช้ซอฟต์แวร์ระดับโปรอย่าง Traktor DJ โดยใช้การเซ็ตค่านิดหน่อย ที่เว็บไซต์ของผู้ผลิตนั้น ก็จะมีไฟล์ Setting ของ Tracktor DJ ให้ดาวน์โหลดมาใช้ได้เช่นกัน

READY TO GO...


ทดลอง เล่นเองจนหนำใจแล้ว ผู้เขียนเก็บใส่กระเป๋าแล้วยกไปทดสอบสถานการณ์จริงที่ร้าน True Urban Park ที่สยามพารากอน กับ DJ Lite (Mrsx77) ซึ่งรออยู่ก่อนแล้ว การทดสอบคราวนี้จะเล่นทั้งบน Mac และ Windows เลยครับ พบว่าเครื่อง Mac รุ่นเก่าอย่าง iBook นั้น นิ่งสนิทเลย พอมาเล่นบน Windows ที่สเปค 1.66 GHz Ram 512 MB รัน ASIO ที่ 4-6 ms สบายๆ บน Windows ยังใช้ไดร์เวอร์แบบ WDM ได้ด้วย (แต่ไม่แนะนำครับ) ไปจนถึงสามารถปรับค่า Bit Depth/Sample Rate ได้เหมือนเคย (บน Mac ทำไม่ได้ บังคับเล่นที่ 16/44.1 เท่านั้น) ลองมาฟังความเห็น DJ Lite กันครับ
"กับ Virtual DJ มี efx มาให้สองชนิด เป็น franger และ beat grid เหมาะสำหรับดีเจแนว electronic หากต้องการลูกเล่น scratch นั้นมีปุ่มเพื่อเปิดโหมด scratch เหมือน cdj เลยครับ พอเปิดโหมด ก็สามารถใช้ jogwheel scratch ได้เลยทันทีแต่ถ้าปิดไว้ก็ใช้เป็น pitchbend ปกติ ซึ่งชอบมากๆ เพราะไม่ถนัดการกดด้วยปุ่ม pitch +/- เนื่องจาก wheel มีขนาดเล็กเลยทำให้รอบค่อนข้างไว เวลาปรับต้องขยับเบาๆ นะครับเพราะไม่อย่างนั้นตีกันแน่ๆ หรือถ้าจวนตัวจริง ก็ sync ได้แต่ไม่ค่อยแนะนำนักนอกจากเป็นเพลงที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เพราะเคยลองแล้ว มั่วครับ เลยไม่ค่อยมักง่ายใช้นัก การเลือกเพลงทำได้โดยปุ่ม ลูกศรที่มีบนเครื่อง และกดปุ่ม load deck a หรือ b ตามสเต็ปครับ ส่วนไฟล์เพลงนั้นสามารถ เลือกบนช่องด้านซ้ายได้เลยครับตามแฟ้มที่เราตั้งไว้บนคอมพิวเตอร์หรือถ้าใช้ร่วมกับไอทูนจะสะดวกมากๆ เพราะจะโหลดชื่อ เพลง ศิลปิน อัลบั้ม ความเร็ว ทุกๆอย่างที่เราใส่ข้อมูลไว้บนไอทูนครับโหลดใช้ได้เลยไม่ต้องเลือกและตั้งใหม่ แต่แนะนำว่าควรทำการ analyze track ก่อนนะครับเพราะจะทำให้โหลด deck ได้ไวขึ้นเพราะถ้าเครื่องไม่ไวจริงมีกระตุกครับมิกซ์จนแทบจะทุกแนวยกเว้น trance กว่า 1.5 ช.ม. นิ่งมากๆ ราบเรียบ เสียงดีใช้ master out ผ่าน djm 600 แอมป์ quest ลำโพง nexo ไม่มีอาการฟ้องเรื่องเสียงที่ได้จาก mp3 อาจจะเป็นเพราะใช้ encode ที่ 192 khz จากต้นฉบับถือว่าผ่านครับ

เกือบลืมไปนิดครับเนื่อง RMX นั้นมี ปุ่มเพื่อเลือก source จากภายนอกด้วยไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นชนิดใดที่ต่อพ่วงได้ด้วย สายสัญญาณแบบ RCA คือเราใช้ RMX แทน mixer ได้ เพียงแต่ต้องเปิดโปรแกรม Virtual dj 5 DJC edition ไว้ด้วย แต่เสียงที่ได้เบสจะบวมนิดหน่อยครับ"

"กับ Traktor 2.6 ถ้าไม่อยากเสียเวลา edit midi นะครับ มีการตั้งค่าให้โหลดในหน้าเว็บของ Hercules ทั้ง traktor 3 และ 2.5 เนื่องจากไม่เคยใช้เวอร์ชั่น 3 มาก่อนเลยขอลองด้วยเวอร์ชั่นหากิน ปรับแต่งตรง cue play/pause เล็กน้อยเพื่อความสะดวก อันนี้แล้วแต่สไตล์ครับ ตั้งค่า ความหน่วงเท่ากันกับก่อนหน้านี้ปุ่มทุกปุ่มทำงานพร้อม อ้อ กับ traktor ผมตั้งให้เป็น external mixer ครับ เลือกค่า midi เป็น RMX โหลด setting ที่ได้จากเว็บไซต์ โหลดเพลงจาก เพลย์ลิสต์จากไอทูน วิเคราะห์หาบีทและ เวฟฟอร์มก่อน แล้วก็เล่นได้เลยลื่นไหลเช่นเคย แต่หน่วงเวลาปรับ tempo pitch slide ต้องแตะให้โปรแกรมรู้ตัวก่อนหนึ่งครั้ง นอกนั้นสบาย เทสด้วยเซ็ตเดิมไป 1 ช.ม. ไม่มีอะไรติดขัดสามารถใช้งานได้สบายแต่ใช้ ปุ่ม source จากภายนอกไม่ได้นะครับตัวโปรแกรมไม่อำนวย ใช้ pitch +/- จาก Jogwheel ไม่ได้นะครับ ที่เหลือผ่านครับเอาไปใช้ได้เลยจะปาตี้ขำๆ หรือออกงานก็ได้ มีเวลาเหลือเลยลองแบบ 24 bit ดูประมาณครึ่งช.ม.ทั้งสองโปรแกรมก็ไม่มีอะไรติดขัด แต่ต้องระวังเรื่องของวินโดว์ xp บางเวอร์ชั่นครับที่เป็นเวอร์ชั่นโมแล้วอาจจะทำให้เกิดจอฟ้าได้ โดนมาแล้วเช่นกัน เลยใช้เวอร์ชั่นปกติซึ่งไม่ติดปัญหาดังกล่าวเลย"

CONCLUSION

สำหรับ งานระดับอาชีพ ผู้เขียนพบว่าปัจจัยสำคัญที่สุดของอุปกรณ์ นั้นคือเรื่องของสเถียรภาพครับ ยิ่งเป็นงานที่เกี่ยวกับการแสดงอย่าง DJing แล้ว ยิ่งสำคัญมาก Hercules DJ Console Rmx สอบผ่านในเรื่องนี้สบาย เพราะผู้เขียนไม่เห็นอาการสะดุดใดๆเลย การนำไปใช้งานจริงตามสถานที่ต่างๆกว่า 2 สัปดาห์นั้น ยิ่งตอกย้ำความมั่นใจในการใช้งานให้มากขึ้นอีกระดับ
สำหรับ Rmx นั้นยังให้ Look & Feel ที่ดีมาก สามารถนำไปใช้เป็นอุปกรณ์แต่งบ้านเพื่อใช้ในงานปาร์ตี้เพื่อนฝูง หรือวางประชันในบูธดีเจตั้้งแต่สถานบันเทิงระดับเล็ก กลางไปจนถึงใหญ่ เพื่อใช้ในสถานการณ์ระดับอาชีพได้อย่างไม่ขัด
ถ้าท่านผู้อ่านอยาก จะลองเล่นเพลงแบบดีเจซักครั้ง ด้วยงบประมาณไม่ถึง 2 หมื่นบาท Hercules DJ Console Rmx น่าจะให้คำตอบที่ถูกที่สุด ที่เก็บความเป็นมืออาชีพอยู่ข้างในตัวไว้เต็มๆ

สนใจติดต่อ music2home.com Hotline +668-1763-7817

Nov 10, 2008

Review: Echo AudioFire 4

0 ความคิดเห็น

ตีพิมพ์ครั้งแรก The Absolute Sound & Stage

Echo ถือเป็นบริษัทเก่าแก่ที่ทุ่มเทในการวิจัยและผลิตซอฟต์แวร์-ฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับเสียงมาช้านานถึงกว่า 25 ปีแล้วครับ ตัวผู้เขียนเองก็คุ้นเคยกับ PCI ซาวน์การ์ดของ Echo สมัยที่ทำงานเป็นเอนจิเนียร์ในห้องบันทึกเสียงระดับอาชีพย่านลาดพร้าว ซึ่งความประทับใจนั้นไม่มีอะไรมาก นอกจากการทำงานที่ราบลื่น จนบางครั้งก็ลืมนึกไปว่ามันมีตัวตนอยู่ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ดีมาก ๆ ครับ เพราะมันเป็นการบอกเราว่ามันไม่มีปัญหาอะไรกวนใจเลย

ห่างหายจากผลิตภัณฑ์ของ Echo ไปนานหลายปี แม้ว่า Echo จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่มาเรื่อย ๆ ให้ผู้เขียนได้ติดตามอยู่เป็นระยะ แต่ก็ไม่ได้สัมผัสตัวไหนเสียทีจนทาง Audital Pro ใจดี ส่งผลิตภัณฑ์ตัวอย่างมาให้ผู้เขียนทดสอบลองใช้ถึง 2 รุ่นด้วยครับ คือ AudioFire 4 กับ MiaMIDI แต่เนื่องด้วยเวลาอันจำกัด ผู้เขียนเลยขอยกมาทดสอบทีละรุ่นกัน เริ่มต้นด้วย AudioFire 4 กันก่อนครับ

clip_image002

Overview

จากชื่อก็พอเดากันได้ ว่ามันมีอินพุท เอาท์พุทมาให้อย่างละ 4 ช่อง (เพิ่ม S/PDIF I/O มาให้อีกอย่างละคู่) ซึ่งก็เพียงพอในการทำงานเพลงทั่วไป หรือถ้าใครต้องการแค่อย่างละ 2 ช่อง ก็ยังมีรุ่น AudioFire 2 มาให้เลือกใช้อีกด้วย (และยังมีรุ่น AudioFire 8 กับ AudioFire 12 สำหรับคนที่ต้องการจำนวน I/O ที่มากกว่า) และแน่นอนครับ จากชื่อก็บอกว่ามันเป็น FireWire Audio Interface แค่เห็นกล่องก็ให้ความรู้สึกน่าใช้แล้ว รีบเปิดกล่องออกมาก็ประทับใจมาก เพราะให้อุปกรณ์มาพอดีจัดในกล่องอย่างลงตัว คือนอกจาก AudioFire แล้ว ก็มีสาย FireWire แผ่นซีดีไดร์เวอร์และโปรแกรม Tracktion สำหรับสร้างงานเพลงได้ทันที และ Adaptor แค่รายละเอียดเรื่องสาย FireWire นั้นก็น่าประทับใจแล้ว เพราะเป็นสายคุณภาพดี และมีความยาวกว่า 2 เมตร ถือว่ายาวกว่าที่ติดมากับ FireWire Audio Interface จากผู้ผลิตรายอื่นที่ผู้เขียนรู้จัก ทั้งยังแถม Adaptor สำหรับแปลงหัวระหว่าง 6 pin ไป 4-pin อีกด้วย ซึ่งถือว่ารอบคอบมาก เพราะ Laptop ส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มาจากค่าย Apple มักจะมี FireWire Port แบบ 4-Pin ทั้งนั้น และโดยส่วนตัวเคยมีประสบการณ์ที่ต้องรออีกหนึ่งวัน ในการหาสายแบบ 4 Pin มาใช้รวมไปถึงความยาวของสายที่สั้นเกินไปอีกด้วยครับ จึงประทับใจส่วนนี้เป็นพิเศษ

clip_image004

ตัวกล่องของ AudioFire นั้นเป็นอลูมิเนียม ที่พอวางคู่กับ Macbook Pro แล้ว จะไปด้วยกันได้ดีมาก มีขนาด 15 x 15 x 3.5 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานของ FireWire Audio Interface รุ่นเล็ก แต่จะเตี้ยกว่าของผู้ผลิตรายอื่นบ้างเล็กน้อย ความชอบส่วนตัวคือมันดูน่ารักกว่าครับ สัดส่วนกำลังดี ด้านหน้าพาเนลมีอินพุท 2 ช่องสำหรับบันทึกเสียงได้ทุกอย่าง ตั้งแต่ไมค์ กีตาร์ คีย์บอร์ด มีปุ่ม Trim และ LED มิเตอร์ตามมาตรฐาน แต่การออกแบบนั้นน่าจะถูกใจเหล่า Minimalism เพราะใช้ทุกอย่างแต่น้อย ๆ เน้นใช้ประโยชน์ได้ครบถ้วน ส่วน Headphone Out นั้นจะต่างจากผู้ผลิตรายอื่นนิดหน่อย คือเป็น Minijack ครับ

ด้านหลังนั้นก็วางทุกอย่างที่จำเป็นได้พอดี ตั้งแต่ช่องต่อไฟ DC 12V ที่จะใช้ก็ต่อเมื่อเราใช้สาย FireWire แบบ 4 Pin ถ้าใช้แบบ 6-Pin ก็จะสามารถส่งไฟผ่าน FireWire ได้เลย ไม่ต้องต่อไฟเพิ่มให้ยุ่งยาก S/PDIF I/O อีกคู่ ที่เราสามารถใช้พร้อมกับ Analog I/O ทำให้จริง ๆ แล้วมันมีถึง 6 In 6 Out ถัดมาเป็น MIDI I/O ซึ่งแม้วันนี้คีย์บอร์ดรุ่นใหม่ ๆ จะต่อคอมพิวเตอร์ผ่าน USB ได้หมดแล้ว แต่มันก็ยังจำเป็นอยู่ ด้านขวามือสุดคือเอาท์พุท 4 ช่อง และอินพุทอีก 2 ช่อง ทั้งหมดเป็นบาลานซ์ครับ (TRS)

การที่มันออกแบบมาอย่างกะทัดรัดนั้น ส่งผลถึงการควบคุมบ้างเล็กน้อยครับ ยกตัวอย่าง LED Meter นั้นก็มีไฟแค่ 3 ดวง แสดงสถานะเท่าที่จำเป็น ไม่ได้ละเอียดเหมือนกับของผู้ผลิตรายอื่น ๆ หรือหากเราต้องการใช้ Phantom Power ก็ต้องเปิดการใช้ผ่านซอฟต์แวร์ AudioFire 4 Console แทน รวมไปถึงการปรับ Master Volume ก็ต้องทำผ่านซอฟต์แวร์ Console เช่นกัน ซึ่งพอเข้าใจได้ ผู้ผลิตหลายรายก็ทำแบบนี้ เพื่อให้เราได้ Interface ขนาดเล็ก พกพาสะดวกครับ

แกะกล่อง

clip_image006

ไม่ได้เป็นการแกะกล่องกระดาษนะครับ แต่หมายถึงการแกะกล่องจริง ๆ เพื่อดูอุปกรณ์ภายในที่ทาง Echo ไม่ได้บอกไว้ใน Spec Sheet แม้ว่าในเว็บของ Echo จะกล่าวไว้อย่างน่าประทับใจว่า

“ทาง Echo จะขอบอกสเป็คตามเป็นจริงของผลิตภัณฑ์ตัวนั้น ไม่ได้บอกสเป็คแค่ตัว Converter ที่มาจากห้องแลป”

ซึ่งถ้าอ่านบทความนี้ถึงตอนท้าย ก็จะเห็นว่าผลการทดสอบที่ผู้เขียนทดลองนั้น ใกล้เคียงกับสเปคที่ทาง Echo ว่าไว้จริง ๆ ครับ

clip_image008

AudioFire 4 นั้นใช้ Codec รุ่น AKM AK4620A ถึงสองคู่ ทำงานทั้งฝั่ง ADCs (อินพุท) และ DACs (เอาท์พุท) ครับ โดย AK4620A นั้นเป็นตัวที่พัฒนามาจากรุ่น AK4524 และ AK4528 ที่เคยใช้กับซาวน์การ์ดอย่าง M-Audio Audiophile 2496 กับ Echo MIA นั่นเอง

AK4620A นั้นออกแบบมาเพื่อใช้ Audio Interface ระดับอาชีพ, DAW และเครื่องดนตรีอื่น ๆ ที่ต้องการคุณภาพระดับอาชีพโดยเฉพาะครับ สนับสนุนถึง 24 Bit 192 KHz ทั้งฝั่งบันทึกและ Playback (แต่ตัว AudioFire 4 สนับสนุนแค่ 96 KHz นะครับ) ค่า S/(Noise+Distortion) อยู่ที่ประมาณ 100 dB ส่วนไดนามิกเรนจ์อยู่ที่ประมาณ 113 dB ซึ่งถือว่าดีมาก ๆ เพราะ Codec ตัวนี้ใช้สถาปัตยกรรมแบบ Dual-Bit Delta-Sigma ทางฝั่ง ADC (ติด IPGA และ Linear Phase Digital Filter ไว้ด้วย) ส่วนทางฝั่ง DAC จะเป็นแบบ Multi-Bit Delta-Sigma โดยมี Internal Switched-Capacitor Filter และ External Low Pass Filter เป็นตัวลดทอนนอยส์ที่เกิดจาก Delta-Sigma Modulator ครับ

ตัว Op-Amp ใช้ JRC-2068 แบบเดียวกับ EMU 1212M-1820M ส่วนพรีแอมป์สำหรับอินพุทด้านหน้าพาเนลนั้น คือชิพของ Analog Device AD SSM1219 หากสนใจก็สามารถนำไปค้นต่อจาก Google ได้เลยครับ

การติดตั้ง

เนื่องจากผู้เขียนเพิ่งลองระบบ Windows Vista จึงได้มีโอกาสทดลองติดตั้งทั้งหมด 3 OS ด้วยกัน (Windows XP-Vista-Mac OSX) ทั้งหมดนั้นง่ายมาก ๆ แค่ต่อ AudioFire 4 เข้ากับคอมพิวเตอร์แล้วเปิดเครื่อง ติดตั้งโปรแกรมไดร์เวอร์และพาเนล ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบง่าย และใช้ได้ทันที

clip_image010

หน้าซอฟต์แวร์ Console ก็สวยงามและเรียบง่าย เข้าใจง่ายมาก ๆ ซึ่งจะเหมือนกันกับรุ่นอื่น ๆ ในตระกูลเดียวกัน จะแตกต่างกันก็ตรงจำนวนของช่องสัญญาณเท่านั้น มีการควบคุมที่จำเป็นพอดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Pan, Solo, Mute ไปจนถึงการเลือกระดับสัญญาณระหว่าง -10 dBV กับ +4 dBu ทั้งยังสามารถเซฟและโหลด Setting เก็บไว้ใช้ได้ หน้าต่างการใช้งานจะแบ่งเป็น Tabs ระหว่าง Output คือหน้าของ Output 1-2, 3-4 และ S/PDIF Out ส่วนใน Tab สุดท้ายคือการตั้งค่าอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น Phantom Power, Clock Source, Sample Rate ฯลฯ

clip_image012

ส่วนการดูค่า Latency อย่างละเอียด ยังสามารถทำได้ผ่าน ASIO Analyzer ได้ด้วยครับ ซึ่งต้องบอกว่าทาง Echo ใจถึงมาก ที่เปิดข้อมูลเหล่านี้ให้พวกเราดูกันอย่างละเอียด เพราะจากการใช้งาน ผู้เขียนพบว่าในเรื่องของประสิทธิภาพของ AudioFire 4 ทำได้ดีมาก ๆ ทำงานกับโปรเจกต์ใหญ่ ๆ ประมาณ 20 กว่าแทรค พร้อม VST มากมาย ก็นิ่งมาก ๆ Latency ก็ถือว่าต่ำ โดยเฉพาะถ้าเทียบกับ FireWire Audio Interface ด้วยกัน

clip_image014

clip_image016

ส่วนเรื่องคุณภาพเสียง แม้ว่าผู้เขียนสามารถบอกได้คำเดียวว่า “ชอบ” แต่ก็คิดว่ามันเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่สามารถนำมากล่าวอ้างได้ จึงขอนำผลทดสอบคุณภาพในเชิงปริมาณมาฝากกันครับ ทดสอบด้วยโปรแกรม RightMark Audio Analyser เป็นงานทดสอบอย่างง่าย ๆ ด้วยการต่อแบบ Loopback (เอาท์พุทมาเข้าอินพุท) ได้ผลลัพธ์ดังนี้ครับ

Noise Level, dB (A)

-110.2 Excellent

Dynamic Range, dB (A)

110.2 Excellent

Harmonic Distortion (%)

0.0027 Excellent

Harmonic Distortion + Noise dB (A)

-88.8 Well

Intermodulation Distortion + Noise%

0.0032 Excellent

Walrus Channels dB

-108.5 Excellent

Overall Assessment

Excellent

อย่างไรก็ตามครับ ซาวน์การ์ดแต่ละตัวต่างก็มีคาแรกเตอร์พิเศษเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่แตกต่างกันไปบ้าง ค่าของสเปคนั้นไม่ได้บอกถึงคาแรกเตอร์เหล่านี้ นอกจากหูของตัวเองครับ

หากสนใจ AudioFire 4 หรือรุ่นอื่น ๆ ตามขนาดของงาน ลองติดต่อตัวแทนจำหน่าย Audital Pro เบอร์โทรศัพท์ 02 742 5606 ถึง 8

สเปคจากทางผู้ผลิต

Analog Input

  • 2 Neutrik Universal connectors for balanced TRS or XLR
  • 2 Balanced TRS connectors
  • Accepts unbalanced signals
  • Frequency Response: 20Hz-20kHz, ±0.1dB
  • Dynamic Range: 112dB A-weighted
  • THD+n: <0.002% A-weighted
  • Nominal Input Level: +4dBu or -10dBV (software configurable)
  • 48V Phantom power on XLR inputs

Analog Output

  • 4 Balanced TRS connectors
  • Frequency Response: 10Hz-20kHz, ±0.1dB
  • Dynamic Range: 114dB A-weighted
  • THD+n: <0.002% A-weighted
  • Nominal Output Level: +4dBu or -10dBV (software configurable)

General Converter Specs

  • 128x Oversampling converters
  • 24 bit data resolution maintained throughout signal path
  • Multiple standard sampling rates supported:  32k, 44.1k, 48k, 88.2k, 96k

S/PDIF Digital Input/Output

  • Up to 24 bit resolution
  • Coaxial connector
  • Consumer/Professional Switch
  • Sample rates from 32kHz - 96kHz supported

MIDI

  • MIDI input
  • MIDI output

Digital Sync

  • S/PDIF in/out

Headphone Output

  • High quality 1/8” headphone jack
  • Volume control on front panel

General

  • Digital mixing
  • Near zero latency hardware monitoring

Dimensions

  • 6”(w) x 5 1/2”(d) x 1 1/2”(h)

Host Interface

  • 2 1394a (FireWire) ports

Mic Preamps

  • We spec our "studio quality" mic pres at -128 dBu EIN (equivalent input noise) and spec the A/D inputs at 112 dB dynamic range and a THDN of less than .002%, both A-weighted.

Oct 17, 2008

Bandcamp VS SoundClound

0 ความคิดเห็น











Bandcamp VS SoundClound


จาก YouTube (วิดีโอ) ถึง Flickr (ภาพถ่าย) เรามาดูสมรภูมิ Music Sharing/Publishing กัน


เวลาที่เราคิดถึงเว็บ 2.0 สำหรับการแชร์วิดีโอหรือการแชร์ภาพถ่าย
เราจะเห็นตัวเลือกชัดเจนว่าเว็บไหนโดดเด่นเหนือใคร
แต่ถ้าพูดถึงเว็บฝากเพลง หรืออาจนึกถึงตัวเลือกอย่าง MySpace, Virb,
iMeem, Fuzz, ReverbNation, Fairtilizer,
Pistachio Nut, Red Pistachio Nut, and Natural, All Natural White
Pistachio Nut และอื่นๆอีกมากมาย
แต่ทั้งหมดนี้เราต้องบอกว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นเว็บที่ "ใหญ่"
กว่าแค่การฝากเพลง และต้องการจับผู้ใช้ปริมาณมากๆ อีกทั้ง Features
ของการฝากเพลงไม่มีอะไรที่โดดเด่นไปกว่ากัน นอกเสียจาก 3 ขั้นตอน
"อัพโหลด" "ฟัง" "คอมเมนต์" เท่านั้น




ในคราวนี้ผู้เขียนมีเว็บ 2 เว็บที่มี Features โดดเด่น เหมาะสำหรับคนทำงานเพลงทุกคนครับ เริ่มจาก



bandcamp.mu










BandCamp.mu เป็นที่ให้บริการฝากเพลง ขายเพลง เหมาะสำหรับศิลปินเดี่ยว
ศิลปินกลุ่มไปจนถึงผู้จัดการวงครับ โดยเราสามารถเปิด Account
เพื่อใช้บริการได้ฟรี ขายเพลงโดยตั้งราคาเอง หรือให้ผู้ซื้อตั้งราคาแบบ
Radiohead ก็ยังได้ มีหน้าเว็บของตัวเองพร้อมโดเมน ปรับแต่งได้เอง
ใช้งานง่าย เมื่อเราอัพโหลดไฟล์ใน Format WAV หรือ AIFF ระบบจะทำการ
Transcode เพลงของเราไปเป็น Format อื่น ๆ ได้อีกหลาย format
หลายความละเอียด ไม่ว่าจะเป็น mp3, aac, FLAC, Apple Lossless
ทั้งยังแนบปกเพลงและ meta data อื่นๆ เข้าไปในไฟล์เพลงให้โดยอัตโนมัติ



จุดที่น่าสนใจมากคือระบบวิเคราะห์การฟังของแฟนเพลง
เพื่อช่วยให้เราปรับปรุงการขายเพลงได้เหมือนร้านค้าออนไลน์ทันสม้ยอื่นๆอีก
ด้วย ไม่พูดถึง Features อื่นๆ ที่มีกันจนเป็นเรื่องปกติแล้ว อย่างการแปะ
Media Player ไว้ตาม Blog Service



ใช้งานง่าย แถมยังไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆเลย จะถูกหักนิดหน่อยก็ต่อเมื่อเราขายเพลงได้เท่านั้น ดีและฟรีแบบนี้ แนะนำจากใจเลยจริงๆ











SOUNDCLOUD.COM





บอกได้เลยว่าถ้าคุณชอบ Flickr คุณต้องชอบ SoundCloud
ครับ เพราะแนวคิดคล้ายกันมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการใส่ใจในเรื่องของ User
Interface ไปจนถึงโมเดลในการทำธุรกิจ จะต่างก็เพียง Flickr เป็นภาพถ่าย
ส่วน SoundCloud คือเสียงและดนตรี





SoundCloud ให้เราสมัครใช้ได้ฟรีครับ (จำกัดไว้ที่ 5
tracks ต่อเดือน มากกว่านั้นต้องใช้บริการแบบเสียเงิน)
จุดเด่นที่ชอบมากๆคือตัว Audio Player นั้นแสดงเวฟฟอร์มให้เห็นกันด้วย
(พวกเราคุ้นเคยกันดี)
แต่มากกว่านั้นคือการที่ให้ผู้ฟังสามารถเขียนคอมเมนต์ได้ในจุดต่างๆของเวฟ
ฟอร์ม แบบเดียวกับที่เราคอมเมนต์ตำแหน่งต่างๆของรูปภาพบน flickr เลย
ซึ่งก็ต้องยกย่องในส่วนนี้ว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ของการฟังเพลงในยุค Web 2.0
เลยครับ เรายังสามารถเปลี่ยนแปลงสีสันของเวฟฟอร์มได้เองด้วย





ระบบการอัพโหลดเพลง ยังเปิดให้คนอื่นๆ ส่งเพลงมาให้เราด้วยการทำระบบ Drop
Box ที่เราสามารถนำมันไปวางได้ในเว็บหรือ Blog ของเรา
แล้วผู้ส่งสามารถโยนเพลงมาวางใส่ Drop Box ได้เลย
ซึ่งแนวคิดนี้ผู้เขียนเคยเห็นมาก่อน จากบริการ file sharing ยุคใหม่อย่าง
Box.net แต่เมื่อนำมาใช้กับเพลงโดยตรง
ก็ถือว่าเยี่ยมเพราะไม่มีใครเคยทำมาก่อนครับ







ขณะที่การอัพโหลดผ่านเว็บปกติก็ทำได้เร็วไม่แพ้กัน
เพราะเว็บระดับนี้จะใช้โครงสร้าง Cloud Computing
บนเน็ตเวิร์กความเร็วสูงอยู่แล้วครับ ผลลัพธ์สุดท้ายก็จะเป็น Audio Player
พร้อมเพลย์ลิสต์หน้าตาสวยงามมาก แล้วนำไปแปะไว้ตามเว็บหรือ Blog
ที่ไหนก็ได้ที่ต้องการ Features ที่ขาดไม่ได้ในยุคเว็บ 2.0 นั้นคือการเปิด
API (http://soundcloud.com/api) ให้เราสร้างระบบเชื่อมต่อกับ SoundCloud
ได้ด้วย ตัวอย่าง Application ตัวแรกคือ RadioCloud ครับ
(http://radioclouds.com/)



ฟังดูแล้วถือว่าน่าใช้มาก แต่มันก็ยังมีข้อจำกัดสำหรับ Free Account
คือการที่เราอัพโหลดได้เดือนละ 5 เพลง
ซึ่งก็น่าจะพอดีกับการทำเพลงของคนปกติ ขณะที่การอัพเกรดไปใช้แบบ Pro
Account นั้น ถือว่าเป็นบริการที่ค่อนข้างแพงเลยครับ
เมื่อเทียบกับเว็บฝากรูปอย่าง Flickr
แต่แน่นอนว่ามันใช้พื้นที่ต่างกันเยอะมาก
มันจึงเหมาะกับค่ายเพลงมากกว่าศิลปินทั่วไปครับ เริ่มต้นที่ 9
ยูโรต่อเดือน (ประมาณ 420 บาท) ต่อการอัพโหลด 15 เพลงต่อเดือน
ไปจนถึงเดือนละ 59 ยูโรต่อเดือน หรือประมาณ 2800 บาท
ต่อการอัพโหลดเพลงอย่างไม่จำกัด และการซัพพอร์ทเต็มรูปแบบ ถึงจะแพงอย่างไร
แต่ถ้าใครทำธุรกิจกับเพลงจริงๆ ก็ถือว่าคุ้มค่าครับ

ผู้ใช้อย่างเรา ถ้ามีโอกาสก็ใช้มันสองเว็บเลยครับ
เว็บหนึ่งไว้สำหรับขายเพลง
อีกเว็บใช้สำหรับรับส่งให้เพื่อนร่วมงานแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงานได้มี
ประสิทธิภาพมากๆ