ปัจจุบันบริษัทผู้ผลิตซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ หลายรายกำลังออกผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้งานกับ Vista ได้ รวมไปถึง driver ด้วย แต่ผู้ใช ้(Windows) อย่างเรา ๆ ก็ยังไม่สามารถแน่ใจได้ซะทีว่า เมื่อไรเราจะทำการเปลี่ยนระบบปฏิบัติการได้อย่างถาวร เพราะบางอย่างที่ใช้อยู่ก็ยังไม่รองรับ Vista เสียที PCAudioLabs ได้เสนอวิธีแก้ปัญหาที่แสนจะง่ายและปลอดภัย ได้แก่ custom DAW PCs ที่มีระบบ Windows XP Dual-Boot สามารถ boot ได้ทั้งระบบ Windows XP Professional 64 และ Windows Vista Ultimate 32/64
ด้วย DAW แบบ Dual-Boot Vista นี้ คุณจะสามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ใน hard drives ได้ทั้ง 2 ระบบของ Windows เค้าบอกว่าการเปลี่ยนการใช้งานไปอีกระบบปฏิบัติการนึงนั้นง่ายเหมือนกับการโยกย้าย drive เท่านั้นเองครับผม
รายละเอียดเพิ่มเติม: PCAudioLabs
ที่มา: SonicState
May 11, 2007
| [+/-] |
Dual-Boot Vista DAW |
May 2, 2007
| [+/-] |
Ardour ก้าวสู่ v2.0 !!! |
Ardour คือ digital audio workstation ที่ใช้ในการบันทึก, edit และ mix เสียงแบบ multi-track audio, mix video soundtracks, หรือแม้แต่ใช้ในการทดลองแนวคิดใหม่ ๆ ในการทำดนตรี ล่าสุดผู้พัฒนาได้ก้าวไปสู่เวอร์ชัน 2.0 ซึ่งสามารถใช้งานได้กับ Mac OS X (10.4) โดยเป็น universal package และ source code มาให้ใช้กันครับ ส่วน Linux รออีกไม่นานครับ
ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา กว่าที่จะมาเป็น v2.0 นี้ได้มีการพัฒนาแก้ไข bug ต่าง ๆ มากมาย ปรับปรุงการแสดงผลและ workflow ให้สมบูรณ์ขึ้น ซึ่ง feature ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจได้แก่
- มี interface ใหมทำให้มีเมนูที่เข้าถึงได้มากขึ้น, ออกแบบ GUI ใหม่ทั้งหมด และมี accelerator key ใ้ห้ใช้ได้ทันทีโดยตรงจากเมนู
- ความสามารถในการ "dubbing" ด้วย Harrison Xdubber
- Undo/redo ได้
- ออกแบบให้ support กับ VST ได้เสถียรยิ่งขึ้น
- สนับสนุนไฟล์ integer 24 bit (ซึ่งก็คือ float 32 bit ในเวอร์ชัน 0.99 นั่นเอง)
- สนับสนุนการควบคุม hardware แบบโมดูล รวมไปถึงอุปกรณ์ Frontier Designs Tranzport และ Mackie Control Protocol
รายละเอียดเพิ่มเติมและดาวน์โหลดได้ฟรีที่: Ardour
ที่มา: KVR 0 ความคิดเห็น
Apr 22, 2007
| [+/-] |
Wii กับ Kyma |
เฮียวิทย์แนะนำไว้นานแล้วครับ เมื่อ Kyma Sound Design Workstation สุดแพง มาเจอกับ WiiMote + Nunchuck ผลลัพธ์จึง Passion มาก ๆ อย่างที่เห็น
ต้องยอมรับว่าวิดีโอชุดนี้ ใช้การ Expression ในการเล่นมากกว่าอันของไป๋นะ 1 ความคิดเห็นApr 3, 2007
| [+/-] |
TRINITY!!! Studio |

อีกหนึ่งสตูดิโอแบบพกพา Trinity DAW ด้วยหน้าตาประหลาด และยังมีราคาสูงถึง 1ooo ดอลลาร์ เป็น Linux-powered (ที่เห็นในจอคือ Audacity) ได้ทำการเปิดตัวไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ส่วนภาพประกอบนั้นได้มาจากงาน LAC2007 หรือ International Linux Audio Conference ครั้งที่ 5 ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22-25 มีนาคมที่ผ่านมานี้เอง
รายละเอียดเพิ่มเติม: Trinity DAW --> Trinity Audio Group
ที่มา: Music Thing
Mar 29, 2007
| [+/-] |
Dexter จาก JazzMutant มาถูกเวลาหรือช้าไปสองปี |
สองปีก่อน ตอนที่ "Lemur" (อ่าน เลอ-เม้อ) ออกมาใหม่ ๆ ผมยกย่องมันว่าเป็นนวัตกรรมอีกหนึ่งชิ้นในงาน NAMM ปีนั้น พร้อม ๆ กับเพื่อนรุ่นเดียวกันอย่าง Alesis Fusion และ Korg OASYS สำหรับท่านที่เพิ่งรู้จัก Lemur คือจอมัลติทัช (สัมผัสได้หลายตำแหน่งพร้อมกัน) สำหรับใช้ควบคุมเสียงในรูปแบบต่าง ๆ ที่เราต้องการ ข้อดีของ Lemur มีมากมายครับ แต่ข้อเสียใหญ่ ๆ คือการที่มันสนับสนุนแต่ OSC (Open Sound Control) ทำให้คนที่จะใช้มันได้ ต้องเป็นศิลปินที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีดนตรีระดับสูง คือสามารถเขียนโปรแกรมบน Max เพื่อปรับเปลี่ยนข้อมูลควบคุมได้ หรือสร้างโปรแกรมสำหรับควบคุมด้วย Lemur โดยเฉพาะ แม้แต่การจะนำไปใช้เล่นกับซอฟต์แวร์ DAW ยังต้องใช้การเขียนโปรแกรมช่วยหลายขั้นตอนมาก ไม่ต้องพูดถึงราคาที่แพงมาก ๆ กว่าสองพันดอลล่าร์ ซึ่งมาจนถึงวันนี้ ผมเองก็ยังไม่เคยเห็นศิลปินในบ้านเราท่านใดใช้มัน (พี่ปุ้มบ่นว่าอยากได้ แต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะสั่งเข้ามา)
มาในงาน Musikmesse ปีนี้ JazzMutant ได้ทำในสิ่งที่ควรจะทำตั้งแต่สองปีที่แล้วครับ คือเปิดตัว "Dexter" จอมัลติทัชสำหรับใช้กับซอฟต์แวร์ DAW โดยเฉพาะ ที่บอกว่าถูกที่ถูกเวลาก็เพราะว่า หาก JazzMutant ไม่ทำในตอนนี้ อีกไม่นาน Apple ก็จะทำเช่นกัน และมันก็จะกลายเป็นมาตรฐานที่ทุกคนมีใช้ครับ
Features หลัก ๆ ก็จะมีบอกไว้ในภาพด้านบนแล้วล่ะครับ เวลากว่า 2 ปีที่ JazzMutant พัฒนา Lemur ทำให้ Dexter มีโมดูลมาก ๆ มายพร้อมให้ใช้งานได้ทันที ตั้งแต่โมดูลสำหรับควบคุมมิกเซอร์ ไปจนถึงเอฟเฟกต์ต่าง ๆ ฟิลเตอร์ อีคิว ไปจนถึงคีย์บอร์ด และที่ชอบมาก ๆ คือ Surround Control โปรแกรมที่สนับสนุนในขั้นแรกก็มี Cubase, Sonar, LogicPro, Nuendo และ Pyramix
ถ้าอยากใช้ในเร็ว ๆ วันนี้ ก็เตรียมสั่งกันเข้ามาได้เลยครับ คาดว่าราคาคงลดลงมาพอควร หรือถ้ารออีกปีหรือสองปี หลังจาก Apple ปล่อย Generation ใหม่ของ Logic ที่ใช้พร้อมจอทัชสกรีนแล้ว เราจะได้ทำงานดนตรีรูปแบบนี้เป็นปกติและราคาไม่แพงแน่นอน
รายละเอียดเพิ่มเติม www.jazzmutant.com
controller, daw, maxmsp, mixer
0 ความคิดเห็นMar 8, 2007
| [+/-] |
ระบบจัดเก็บปลั๊กอินแบบรวมศูนย์ ใครอยากได้บ้าง...? |
ทุกวันนี้ ผมใช้ระบบทำงานหลัก ๆ 2 ตัวด้วยกัน คือ Windows XP กับ Mac OS X คงต้องไม่ต้องสงสัย ว่าผมพบปัญหาบนระบบไหนมากที่สุด ซึ่งปัญหานั้นอาจเกิดจากตัวเครื่องหรือตัวผมเองก็ได้ ไม่ขอโทษระบบปฏิบัติการแล้วกัน เพราะเป็นจำเลยมามากพอแล้ว และปัญหาแบบนี้ บางทีก็ทำให้อยากล้างไพ่แล้วเริ่มทุกอย่างกันใหม่หมด ด้วยการฟอร์แมทฮาร์ดดิสค์!!
แต่ว่า...
ผมติดปัญหาสำคัญที่ทำให้ต้องหยุดมือไว้ก่อน นั้นคือหากเริ่มต้นใหม่แล้ว ผมอาจต้องใช้เวลาอีกหนึ่งวันเต็ม ๆ ในการติดตั้งโปรแกรมที่ใช้ทำงานใหม่ ซึ่งจุดสำคัญที่สุด น่าจะเป็นความทรมานในการต้องมาลงปลั๊กอินที่จำเป็นต้องใช้ในงานดนตรี ใครที่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้น่าจะเข้าใจได้ดี
เคยแอบคิดอยู่เหมือนกันครับ ว่าหากผู้ผลิต DAW ทำระบบจัดการโปรเจกต์ได้ง่าย ๆ แล้ว น่าจะทำระบบจัดเก็บปลั๊กอินให้ง่ายบ้าง เซฟครั้งเดียว เป็นไฟล์ก้อนใหญ่ แล้วสามารถอิมพอร์ทเข้ามาใน System ไหนก็ได้ที่เราใช้งาน หรืออย่างน้อยอิมพอร์ทเข้ามาในเครื่องเดิมก็ได้ หากต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาลิขสิทธิ์
หนทางนี้อาจไม่ได้มาง่ายนักครับ ลองคิดถึงระบบป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ของปลั๊กอินแต่ละตัวดู ซึ่งหากระบบจัดการปลั๊กอินในความฝันของเรามีจริงขึ้นมา นี่ก็อาจเป็นช่องทางให้ Cracker ทำงานได้ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำ เพียงแต่ผู้ผลิต DAW ต้องทำงานกันหนักขึ้นหน่อยเท่านั้น
ในวันนี้เราอาจมีทางเลือกอยู่บ้าง คือทำการ Clone สถานะบนฮาร์ดดิสค์เก็บไว้ แล้วเรียกกลับมาทั้งหมด ในกรณีที่มีปัญหา แต่มันคงไม่สะดวกเท่ากับระบบจัดการตรง ๆ อย่างที่ว่า แต่ตอนนี้...คงได้แต่ฝันกันต่อไปครับ เชื่อว่าผู้ผลิตคงคิดแผนนี้ไว้แล้วเช่นกัน
0 ความคิดเห็นMar 2, 2007
| [+/-] |
Digi 003 มาคราวนี้ มีอะไรใหม่..? |
ผมชอบวิธีการทำตลาดและการวางไลน์ผลิตภัณฑ์ของ Digidesign แม้ว่าโดยส่วนตัวแล้ว ไม่ได้ใช้ Protools เป็นเครื่องมือในการทำงานหลักก็ตาม
Digi 003 เป็นตัวต่อยอดจาก Digi 002 ซึ่งก็ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ตรงกลางในการทำตลาดของ Digidesign พอดี แม้ว่าซอฟต์แวร์จะเป็น Protoosl LE แต่เราก็จะมีทั้ง Audio Interface ชั้นดี รวมไปถึงระบบคอนโทรลน่ารัก ๆ ด้วย และที่ผมชอบมาก ๆ ใน Digi 003 คือรูปลักษณ์และสีสันของมันนั่นเองครับ
ในตระกูล 003 มีทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกันครับ คือรุ่นที่มีคอนโทรล ($2495) กับ Rack ($1695) ซึ่งจะแถมมาพร้อมกับชุดซอฟต์แวร์ขนานใหญ่ กับรุ่น Rack ธรรมดา ($1295) ที่มีซอฟต์แวร์หลัก ๆ เท่านั้น ซึ่งจะวางจำหน่ายในเร็ววันนี้
นำไปเทียบกับ Digi 002 ดู เราจะเห็นจุดแตกต่างคร่าว ๆ ดังนี้ครับ
- Jog/shuttle wheel
- ปุ่ม Automation Mode สำหรับทำ Automation ให้แต่ละแทรค
- Assign ปุ่มให้กับ Plugin ได้บน Control Surface เลย
- มีทั้ง Monitor Output และเพิ่ม Control Room Output มาให้ด้วย (002 มีแค่ Monitor Output อย่างเดียว)
มีเรื่องตลกอย่างหนึ่งครับ ที่ทาง Product Manager ของ Digidesign อ้างว่า ตัว Shuttle Wheel สามารถใช้เป็น Navigation Function ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้จะมีบนไฮเอนด์คอนโซลอย่างเดียว ทั้งที่ความจริงแล้ว คอนโทรลเลอร์ราคาไม่แพงก็สามารถทำเช่นนี้ได้ตั้งนานแล้ว
แต่อย่างไรก็ตาม รุ่นใหม่นี้ออกแบบหน้าตาได้น่ารักขึ้นมากจริง ๆ เราจะเห็นปุ่มควบคุมต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ตัวสเปคของ Audio Interface อยู่ที่ 24-bit/96 kHz อนาลอก I/O 8 x 8 พร้อมไมค์ปรีอีก 4 ADAT อีก 8 + 2 S/PDIF และ BNC word clock ที่เพิ่งมีในรุ่น 003 นี่เอง ตามเนื้อข่าวไม่ได้บอกว่ามันจะใช้เป็น Standalone Mixer ได้หรือเปล่า นอกจากการเป็น Standalone MIDI Controller แต่ก็หวังว่ามันจะทำงานแบบนี้ได้ เพราะคู่แข่งหลาย ๆ รายต่างทำได้นานแล้ว
และหากเราใช้ DAW อื่น ๆ อย่าง Cubase, Nuendo, Sonar พร้อมกับฮาร์ดแวร์ Audio Interface รุ่นใดก็ตาม แม้แต่ 002 เองก็สามารถเข้าโปรแกรม Turbocharged OO3 Hardware Exchange ได้ด้วย ซึ่งเล่นกันแรงมากครับ เพราะการเปลี่ยน DAW ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แต่ชื่อและความหอมหวานของ Protools น่าจะเย้ายวนให้เกิดการเปลี่ยนได้มากทีเดียว
ซอฟต์แวร์ชุดใหญ่ Factory Bundle ที่กล่าวถึงในตอนต้นนั้น คือแผนการตลาดใหม่เช่นกันครับ เพราะได้รวบรวมเอา Ignition Pack 2 เข้าไปด้วย ภายในชุดมีโปรแกรมมากมาย หลายตัวเป็นเวอร์ชัน "Lite" และบางตัวเป็น Instrument ชุดใหม่ หลังจากที่ Digidesign รวบ Wizoo ไว้ในครอบครองครับ
Ableton Live Lite 6 Digidesign Edition
Propellerhead Software Reason Adapted 3
IK Multimedia AmpliTube LE
FXpansion BFD Lite
Celemony Melodyne uno essential
Digidesign Xpand!™ by Advanced Instrument Research (A.I.R.)
Digidesign Synchronic™ (Pro Tools Ignition Pack 2 Pro only)
M-Audio® ProSessions™ SE sound library
Sound libraries from Big Fish Audio, Cycling ’74, Sonic Reality, and Zero-G (Pro Tools Ignition Pack 2 Pro only)
Way Out Ware TimewARP 2600 Lite
Arturia Analog Factory SE
iZotope effects: Ozone 3 Lite, Trash Lite, and Spectron Lite
Trillium Lane Labs® TL EveryPhase™ (Pro Tools Ignition Pack 2 Pro only)
Trillium Lane Labs TL Utilities™ (Pro Tools Ignition Pack 2 Pro only)
Pro Tools Method One instructional DVD
One-year membership to Broadjam.com
One-year subscription to Sonicbids.com
Free GarageBand.com contest entries (one free entry with Ignition Pack 2, three free entries with Ignition Pack 2 Pro)
Free Digidesign plug-in with Pro Tools education
ที่มา CDM ,SonicState
รายละเอียดเพิ่มเติม Digidesign 003 Family
ableton live, audio interface, controller, daw, m-audio
0 ความคิดเห็นJan 19, 2007
| [+/-] |
ของเล่นใหม่จาก Korg |
ผู้ผลิตเครื่องดนตรีรายใหญ่อย่าง Korg นั้น มีของดี ๆ มาเปิดตัวในงาน NAMM ทุกปีครับ ปีนี้มีทีเด็ดทุกตัว ลองมาชมกัน
Korg M3 เป็นคีย์บอร์ดเวิร์กสเตชั่น พร้อมฟังก์ชันแซมเปลอร์ โดยตัวมันได้หยิบยืมหลาย ๆ ส่วนมาจาก OASYS ในราคาเบา ๆ Synthesis Engine-KARMA-จอแสดงผลแบบทัชสกรีน-X/Y pad-ใช้งานเป็นปลั๊กอิน-EXB Filrewire Option ฯลฯ ยังมีอะไรที่เวิร์กสเตชั่นควรจะมีและ M3 ไม่มี...?
วางจำหน่ายกลางปี 2007 ราคายังไม่ประกาศ
ชอบ Kaoss Pad แต่ไม่ต้องการอะไร Advance แบบ KP3 ลองดู mini-KP ดูครับ เอฟเฟกต์หลายตัวก็ยกมาจาก KP3 นั่นแหละ มีทั้งหมดประมาณ 100 ตัวให้เลือกใช้ รวมซินธ์ที่ยืมมาจาก RADIAS
วางจำหน่ายมีนาคม 2007 ราคา $250
ตัวนี้ โดยส่วนตัวแล้ว อยากได้ที่สุดครับ Korg R3 ว่ากันว่าคือ microKorg ตัวใหม่ โดยยืมฟังก์ชันหลาย ๆ อย่างมาจาก Radius อย่าง Vocoder 16 Bands, 2 OSCs, 2 LFOs, 2 Filters, 3 ADSR พร้อมระบบมอดดูเลชั่นอีก 6 เส้นทาง มี USB สำหรับต่อเข้าคอมพิวเตอร์เพื่ออิดิตเสียง คีย์บอร์ดแบบ Full-Size 37 คีย์
วางจำหน่ายมีนาคม 2007 ราคายังไม่ประกาศ
อันนี้ก็น่าสนใจครับ Korg Legacy Analog Edition 2007 เพิ่มวินเทจซินธ์อย่าง Mono/Poly เข้าไปในตระกูลซอฟต์แวร์ซึ่งก็น่าจะให้ซาวน์อร่อยถูกใจแฟน ๆ Korg เหมือนอย่าง MS-20 กับ Poly6 แน่นอนครับ
รายละเอียดเพิ่มเติมที www.korg.com
0 ความคิดเห็นJan 1, 2007
| [+/-] |
Yamaha Motif XS6 |
เพิ่งได้ข่าว Workstation ตัวใหม่ของ Yamaha เห็นว่าสเปคน่าสนใจดี เลยนำมาฝากกันครับ
สเปคที่พี่หมอ Captian Nemo ลงไว้ในpatid
-- 61-touch sensitive keys
-- New UI with large color LCD and 8 knobs and sliders
-- Xpanded Articulation Synth engine with 355MB of WAVE ROM
-- Studio-style mixing environment with Virtual Circuitry Modeling effects
-- 4 intelligent arpeggiators with instant Performance Recording
-- Integrated Sampling Sequencer with 1GB of optional memory
-- Total Computer Integration and Cubase AI software included"The Yamaha Motif XS6 synthesizer features Xpanded Articulation sounds that will inspire your creativity, and Performance Recording with 4 intelligent arpeggiators instantly captures your ideas. The new large color LCD is an attractive addition to the Yamaha Motif series.
The Motif XS6 also has an Integrated Sampling Sequencer with studio-style mixing and VCM effects that let you create complete MIDI/audio productions. With computer connectivity and Cubase AI software you can expand your musical possibilities.
จะเห็นว่าการซื้อ Steinberg ของ Yamaha มีผลอย่างมากในการบูรณาการระบบเข้าไปกับคอมพิวเตอร์ มือคีย์บอร์ดเล่นสดและทำงานคอมพิวเตอร์พร้อมกัน น่าจะได้ประโยชน์จากมันสูงสุดครับ
1 ความคิดเห็นNov 4, 2006
| [+/-] |
ซอฟต์แวร์ดนตรีบน Nintendo DS |
ในช่วงเวลานี้ หากถามว่าเครื่องเกมพกพาตัวไหนมาแรงสุด ๆ คำตอบคงไม่พ้น Nintendo DS (Dual Screen) อย่างแน่นอนครับ (ทำยอดขายถล่มทลายทั่วโลกกว่า 30 ล้านเครื่องแล้ว) หากเราไม่ติดใจเรื่องขนาดของหน้าจอที่เล็กกว่า Sony PSP เราจะพบว่ามันมีประโยชน์ตรงที่ได้มาถึงสองจอ และหนึ่งในนั้นเป็นทัชสกรีนอีกต่างหาก จึงมีรูปแบบของเกมสนุก ๆ มากมายที่ใช้ประโยชน์จากทัชสกรีนนี้ ไม่เว้นแม้แต่ซอฟต์แวร์ดนตรีที่เป็นประเดนหลักของเราในตอนนี้ครับ
ซอฟต์แวร์เกือบทั้งหมดที่นำมาแนะนำให้รู้จักกันนั้น ไม่ได้เป็นซอฟต์แวร์ที่ผลิตโดยผู้ผลิตที่จดทะเบียนกับ Nintendo อย่างถูกต้อง เราเรียกผู้ผลิตประเภทนี้ว่า Homebrew ครับ (ที่มาของคำนี้มาจากการหมักเบียร์ดื่มกันเองตามบ้าน เมื่อนำมาประยุกต์ใช้กับวงการซอฟต์แวร์ ก็เข้าใจได้ทันที ปัจจุบัน Homebrew Software นั้นนิยมทำกันมากทั่วโลก ในเมืองไทยยังไม่ค่อยเห็นเท่าไร) ซึ่งซอฟต์แวร์ประเภทนี้ ไม่ได้ทำออกมาเป็นตลับวางขายกันทั่วไป แต่มักจะเป็นฟรีแวร์แจกให้ดาวน์โหลด แล้วผู้เล่นก็ทำการสำเนาลงหน่วยความจำอย่าง CF หรือ SD เพื่อนำไปใช้กับ Adaptor อย่าง M3 Perfect หรือ Supercard (แต่จะทำแบบนี้ได้ต้องมีการ Flash ตัว Firmware เสียก่อน ซึ่งทางร้านที่ขายเครื่อง จะมีบริการนี้ด้วยในราคาประมาณ 200 บาท) และนอกจากนี้แล้ว เรายังสามารถใช้เครื่อง NDSอ่านหนังสือ (ไฟล์ HTML) ฟังเพลง (MP3) และยังดูวิดีโอจากการ์ดเหล่านี้อีก ทั้งยังสามารถโหลดเกมเกือบทั้งหมดของ NDS หรือแม้แต่ Gameboy Advance (GBA) มาเล่นได้ด้วย (ทั้งสองแพลทฟอร์มนี้รวมกันก็น่าจะมีเกมเป็นหลักพัน ยังไม่นับ Homebrew Software อีกมากที่ออกมาแล้ว และกำลังจะออกมาให้เราได้ใช้ประโยชน์มันอย่างเต็มที่อีกด้วย) ที่กล่าวมานี้เอง เป็นเหตุผลให้ NDS ขายดีไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่บ้านเราครับ ฟังดูน่าสนใจสำหรับนักดนตรีอย่างเรา ๆ หรือยัง? ถ้ายัง เรามาดูซอฟต์แวร์ดนตรีเพื่อนักดนตรีกันดีกว่า
ถึงวันนี้แล้วก็มีซอฟต์แวร์บน NDSที่เกี่ยวข้องกับดนตรีมาพอสมควรครับ ผู้เขียนขอคัดมาแนะนำให้รู้จักกัน (เพราะบางตัวเป็นเพียงเกมที่เล่นเข้าจังหวะสไตล์ Beat Mania ไม่น่าสนใจเท่าไร) ตัวแรกเป็นซอฟต์แวร์ทำเพลงสไตล์ Tracker ที่ชื่อ “NitroTracker”
NitroTracker http://nitrotracker.tobw.net
ก่อนอื่น ขออนุญาติอธิบายสำหรับมือใหม่ให้รู้จักกับ Tracker เสียก่อน มันก็คือซอฟต์แวร์ซีเควนเซอร์แบบเรียบง่าย ที่ให้เราวางลำดับของไฟล์แซมเปิ้ลเสียง เป็นสเตป ๆ และเป็นโมโนโฟนิกต่อหนึ่งช่องสัญญาณ (การเล่นคอร์ดหรือเล่นเสียงมากกว่าหนึ่งโน้ตพรุ้อม ต้องเพิ่มช่องสัญญาณ) หน้าอินเตอร์เฟซก็จะมีแต่ตัวเลข คอยบอกว่าตัวเองเล่นโน้ตอะไร อยู่ลำดับที่เท่าไร ดังนั้นการทำให้เสร็จเป็นเพลงจึงต้องใช้หลายช่องสัญญาณ ซึ่งแต่ละช่องจะมีไฟล์แซมเปิ้ลของมันอยู่ครับ มันจึงเป็นซอฟต์แวร์ทำเพลงที่ค่อนข้างปวดหัวสำหรับมือใหม่ โดยเฉพาะผู้ที่เคยทำงานบนซอฟต์แวร์ DAW ที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกมากมายอย่างในปัจจุบัน อาจไม่ชินกับข้อจำกัดของมันเท่าไร แต่ผู้ที่ใช้ทำงานจนชินแล้ว ทุกอย่างก็เป็นเรื่องง่าย โดยเฉพาะรูปแบบการใช้ที่คลาสสิคของมัน เป็นเหตุผลว่าทำไม มันจึงมีตัวตนและพัฒนาตัวเองอยู่ในปัจจุบันครับ
ModPlug Tracker หน้าตาอาจดูโบราณหน่อย แต่ฟรีและใช้งานได้ดี
หากท่านผู้อ่านยังไม่มีเครื่อง NDS แล้วอยากลองทำงานเพลงบน Tracker ก็สามารถดาวน์โหลดมาทดลองใช้ได้ มีตั้งแต่ตัวที่ไม่ฟรีอย่าง ModPlug Tracker (http://www.modplug.com) บน Windows เท่านั้นหรือแบบเสียตังค์ (50 ยูโรทั้ง Mac และ Windows) แต่อุดมไปด้วย Features และหน้าตาที่ทันสมัยอย่าง ReNoise (http://www.renoise.com) และอื่น ๆ อีกมากบนแพลทฟอร์มต่าง ๆ หรือจะใช้ Google หาก็สุดแท้แต่ความสะดวกครับ มีให้เลือกใช้มากมายจริง ๆ
ReNoise หน้าตาทันสมัย ทั้งยังผนวกกับความสามารถใหม่ ๆ เข้าไปอีกมากมาย
กลับมาเข้าเรื่องของ NitroTracker กันต่อครับ มันเป็น Tracker สไตล์เดียวกับ Fast Tracker 2 ที่เป็นต้นแบบของ Tracker อื่น ๆ อีกหลายตัว (รวมไปถึงModPlug tracker ด้วย แต่ยุติการพัฒนาไว้ตั้งแต่ปี 1999) มันสนับสนุนไฟล์ XM-eXtended Module ซึ่งไฟล์นี้มีองค์ประกอบหลายส่วนครับ โดยเป็นทั้ง Multi-Sampling Instrument แบบมัลติแทรค (หนึ่งแทรคต่อหนึ่งเวฟไฟล์) พร้อม Volume/Pan Envelope และบีบอัดข้อมูลเสียงในตัวเอง รวมไปถึงลำดับของตัวโน้ต คล้ายกับไฟล์ MIDI ซึ่งเราสามารถนำไฟล์นี้ไปเปิดกับโปรแกรม Winamp เพื่อฟังเพลงได้ทันทีครับ (ขณะที่ MIDI ไม่มีเสียงในตัวเอง เป็นเพียงแค่ลำดับของตัวโน้ตและคอนโทรลเลอร์ มันจึงต้องการแหล่งเสียงจากอุปกรณ์ในระบบ) ชื่อ NitroTracker นั้น ก็มาจากรหัสลับ (Codename) ที่ใช้เรียก NDS ในระหว่างการพัฒนาว่า “Project Nitro”ก่อนที่จะกลายเป็นชื่อเรียกในปัจจุบันนั้นเองครับ
หน้าหลักของ NitroTracker สังเกตว่าภาพล่างสุดจะมีคีย์บอร์ดเล็ก ๆ ซึ่งเราจะสามารถใช้ Stylus จิ้มโน้ตเล่นได้เลย
การทำงานเพลงบน NitroTracker นั้น เข้าใจง่ายมาก โดยเฉพาะผู้ที่คุ้นเคยกับการทำเพลงบน Tracker อยู่แล้ว จะชอบมัน ด้วยเหตุที่ว่าเราสามารถใช้ Stylus จิ้มได้เลย ไม่ว่าจะจิ้มคีย์บอร์ดเพื่อป้อนโน้ต ไปจนถึงการอิดิต ทุกอย่างจะเน้นการใช้ Stylus แม้แต่การป้อมชื่อแทรคหรือชื่อเพลง ก็จะมีคีย์บอร์ดแสดงไว้ให้จิ้มได้เลยครับ
คีย์บอร์ด QWERTYสำหรับป้อนชื่อเพลงหรือชื่อแทรค
การโหลดเพลงหรือ Sampler ซึ่งเป็นไฟล์ XM นั้น จะมี Browser ให้โหลดได้เลย โดยเราต้องนำไฟล์ XM ใส่ไว้ในแผ่น SD/CF ของเราด้วยครับ เรายังสามารถใช้ไมค์ที่ติดมากับตัวเครื่อง บันทึกเสียงเข้าไปใช้เป็นอินสตรูเมนต์ได้ด้วย (ถ้ามี Line-in มาให้ มันจะกลายเป็นเครื่องมือที่วิเศษกว่านี้อีกมาก) หลังจากบันทึกไปแล้ว มันจะมีเครื่องมืออย่างง่าย ๆ สำหรับการอิดิต เช่น Fade-in/out หรือตัดส่วนที่ไม่ต้องการทิ้งไปโดยใช้ Stylus ซึ่งช่วยให้เราอิดิตได้สะดวกมาก
หน้า Browser สำหรับโหลดเพลงหรือ Sampler
บันทึกเสียงจากไมค์เข้ามาใช้เป็นอินสตรูเมนต์ได้
เมื่อบันทึกแล้ว จะแสดงเวฟฟอร์มให้เราได้เห็นชัด ๆ
หากต้องการตัดต่อซีเควนซ์ ก็สามารถสลับน่าจอลงมา เพื่อใช้งานทัชสกรีนได้
จากการทดลองเล่นมาในระยะหนึ่ง ผู้เขียนพบว่ามันเล่นสนุกมาก ๆ ครับ บางครั้งเรายังใช้มันบันทึกเสียงพูดหรือเสียงร้องเพลง แล้วนำมา Resynthesis ที่ Pitch ต่าง ๆ เป็นทริกง่าย ๆ ไว้หลอกเด็ก ๆ หรือสาว ๆ ได้อีกด้วย ข้อด้อยของมันก็คือ หากไม่คุ้นกับการทำเพลงบน Tracker แล้ว จะเห็นว่ามันเป็นเรื่องยากลำบากมาก หากตัวซีเควนเซอร์ทำเป็นลักษณะ Piano Roll อย่างที่นิยมในปัจจุบัน จะเล่นสนุกมากกว่านี้ เพราะจะเขียนโน้ตเป็น Polyphonic ได้ อันที่จริง NDS ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อทำอะไรแบบนี้แต่แรกแล้ว แต่การที่มีใครซักคน ริเริ่มให้มันทำอะไรแบบนี้ได้ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย และคาดว่าอีกไม่นาน แนวคิดเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดฮาร์ดแวร์มือถือสำหรับทำงานดนตรีที่จริงจังกว่านี้ได้ครับ จากตรงนี้ แค่เพิ่ม Audio I/O ให้เป็นโปรมากขึ้น เพิ่ม USB สำหรับโหลด Sample เข้ามาตรง ๆ ได้ก็เยี่ยมแล้ว หรือเพิ่มความแรงของ CPU ให้มากขึ้น เพื่อรันเรียลไทม์เอฟเฟกต์ได้มากขึ้น ผู้เขียนมั่นใจว่า ยอดขายคงวิ่งฉิวเลยล่ะครับ จากนี้ นับไปอีก 3-5 ปี เรามาคอยลุ้นกันครับ ว่าคำทำนายนี้จะเป็นจริงหรือเปล่า
แต่อย่างไรก็ตาม บน NDS ก็จะมี Homebrew Music Software ที่ใช้ประโยชน์จากทัชกรีน ตามมาอีกมากมายครับ เช่นดรัมแมชชีน หรือซินธีไซเซอร์ต่าง ๆ หรืออาจมีซอฟต์แวร์ที่ใช้ตัวมันเป็น MIDI Controller ได้ โดยใช้ Wi-Fi บนตัว NDS เป็นตัวกลางสื่อสาร แค่ฟังดูก็น่าสนุกแล้วใช่ไหมล่ะ งั้นเรามาดูซอฟต์แวร์ดนตรีตัวต่อไปเลยครับ เป็น Interactive Music Software ที่ชื่อ “Electroplankton”
Electroplankton <http://electroplankton.nintendods.com>
ซอฟต์แวร์ตัวนี้ไม่ได้เป็น Homebrew เหมือนกับ NitroTracker แต่สร้างโดย Nintendo ผู้สร้าง NDS เลยล่ะครับ ผู้อยู่เบื้องหลัง Electroplankton คือ Toshio Iwai ผู้ออกแบบสร้าง Tonori-On ที่เคยนำมาเล่าสู่กันฟังในตอนก่อน ๆ ไอเดียทุกอย่างของ Electroplankton นั้นมาจากของ 4 อย่าง ที่เสมือนเป็นลมหายใจในวัยเด็กให้กับ Toshio Iwai เลยล่ะครับ ซึ่งของ 4 อย่างนั้นก็คือ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องบันทึกเทป ซินธีไซเซอร์และเครื่องเล่นเกม NES
Toshi Iwai กำลังบรรยายบนเวทีในงาน Art Furura 2005 ที่เมืองบาเซโลน่า
กล้องจุลทรรศน์นั้นเป็นของเล่นของ Toshio มาตั้งแต่ชั้นประถม (ยกให้เป็นเจ้าพ่อแห่งGeek ไปเลย) เค้าจะใช้มันส่องแทบทุกอย่างเท่าที่หามาได้ และหลงใหลสุด ๆ เมื่อเค้าได้สัมผัสโลกของแพลงตอน...
จุดเริ่มต้นที่สองคือตอนที่เค้าได้เครื่องบันทึกเทปมาเล่นในตอนมัธยม เค้าบันทึกทุกอย่างที่ได้ยินได้ฟังหรือเล่นดนตรี หรือแม้แต่หัดทำรายการวิทยุ (สิ่งนี้น่าจะเหมือนกับท่านผู้อ่านหลายท่านที่เป็นจุดเริ่มต้นหลงใหลการบันทึกเสียง)
ซินธีไซเซอร์เป็นอุปกรณ์อีกชิ้นที่ขับเคลื่อน Toshio เค้าได้มันมาในช่วงเรียนมหา'ลัย เค้าได้เริ่มใช้มันคู่กับคอมพิวเตอร์ในการสร้างเสียงประกอบอนิเมชั่น และเพราะว่าเค้าเล่นคีย์บอร์ดไม่เป็น เค้าเลยใส่ใจกับการสร้างเสียงมากกว่า
และสุดท้ายคือเครื่องเล่นเกม NES ซึ่งในช่วงที่มันออกใหม่ ๆ Toshio ยังเรียนอยู่ในมหา'ลัยเช่นกัน มันทำให้ Toshio สัมผัสโลกใหม่ ที่เค้าไม่เคยคิดฝันมาก่อน นั้นเป็นเพราะเกมคอมพิวเตอร์ต่างจากสื่อทั้งหมดที่เค้าเคยทำมา เค้าสามารถควบคุมตัวละครอย่างมาริโอได้อย่างอิสระ รวมไปถึงเสียงที่สอดคล้องกับภาพเช่นตอนมาริโอกระโดด หรือแม้กระทั่งกำหนดทุกอย่างด้วยตัวเอง โดยเป็นโปรแกรมเมอร์เขียนเกมขึ้นมาใหม่ และสิ่งของทั้งหมด 4 อย่างนี้ เป็นวัตถุดิบที่ถูกประกอบเข้ากันเป็นซอฟต์แวร์อินเตอร์แอคทีฟมิวสิคอย่าง Electroplankton นี่เองครับ
Hanenbow เป็น 1 ใน 10 แพลงตอน ที่ถูกปล่อยจากน้ำ ขึ้นไปกระทบใบไม้ เป็นเสียงดนตรีไพเราะ เราสามารถควบคุมมุมตกกระทบของใบไม้ และความเร็วในการปล่อยได้ และหากใบไม้ทุกใบเปลี่ยนเป็นสีแดง ก็จะมีดอกไม้บานที่ยอดกิ่ง เป็นรูปแบบที่คล้ายเกมที่สุดเมื่อเทียบกับแพลงตอนตัวอื่น ๆ เพราะมีจุดหมายในการเล่น (ถ้าต้องการ) ขณะที่แพลงตอนตัวอื่น ๆ จะใช้เล่นดนตรีสนุก ๆ เท่านั้น
แม้มันจะดูหน้าตาเป็นเกม แต่มันไม่มีกฏของการเล่น ไม่มีคะแนน ไม่มีจุดจบ ไม่มีการแข่งขัน จึงเรียกมันเป็นเกมได้ไม่เต็มปากนัก เราสามารถที่จะเล่นกับตัวละครและสภาพแวดล้อมเพื่อให้เกิดการสร้างเสียง ในรูปแบบต่าง ๆ คล้ายกับการเล่นดนตรี แต่อาจต่างจากการเล่นดนตรีตรงที่ การเล่นดนตรีมักจะเล่นตามจินตนาการที่เราคิดไว้ อย่างเช่นเราดีดกีตาร์เสียงโด มี ซอล เสียงที่ได้ก็จะออกมาเหมือนหรือใกล้เคียงกับที่เราจินตนาการเอาไว้ก่อน ขณะที่การเล่นกับซอฟต์แวร์ตัวนี้ เราจะคาดหวังผลลัพธ์ได้น้อยกว่าการเล่นดนตรีลงมาหน่อย หรือบางครั้งก็ไม่อาจคิดถึงเลยว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร แต่เสียงที่เล่นออกมาให้เราได้ฟังนั้น ไพเราะน่าสนใจครับ ทีมผลิตไม่ได้ออกแบบเสียงให้หลุดออกจากโลกของความเป็นจริงเท่าไร เสียงส่วนใหญ่เราจะคุ้นหูอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสียงเปียโน, Music Box, Chime, Xylophone ฯลฯ หรือกรณีที่เป็นเสียง Pad สังเคราะห์ ก็จะมีเนื้อเสียงที่ฟังกลมกล่อม เพื่อให้ Electroplankton เป็นที่นิยมในวงกว้าง (แต่ก็ถือว่าความนิยมใน Electroplankton จะยังอยู่ในวงแคบ เมื่อเทียบกับเกมกระแสหลักทั่วไป)
แกงค์ปลา 4 สี Rec-Rec จะจำเสียงที่เราบันทึกผ่านไมค์ แล้วนำมา Playback ประกอบดนตรี เราสามารถเปลี่ยนเพลง และควบคุมจังหวะได้
ตัว Plankton ที่เราสามารถเลือกนำมาเล่นได้นั้น จะมีอยู่ 10 ชนิด มีอยู่ 2 ชนิดที่สามารถเก็บเสียงของเราเอาไว้ เพื่อนำมา Playback ทีหลังได้ ตัวอื่น ๆ นั้น มีแนวคิดต่าง ๆ กันออกไป ส่วนใหญ่แล้ว จะเน้นให้เราเล่นกับมันได้อย่างง่าย ๆ เช่นจิ้มที่ตัวมัน ลากเส้น กดปุ่ม ฯลฯ ก็จะเกิดเสียงในรูปแบบต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กันกับภาพ และมันจะอลังการกว่านี้ หากมันเปลี่ยนตัวเองไปในรูปแบบ Installation Art ไปแสดงตามงานต่าง ๆ ซึ่งการหากเป็นเช่นนั้นแล้ว ผู้คนที่ได้สัมผัสมันก็จะน้อยกว่า และไม่ลึกซึ้งเท่ากับการที่แต่ละคน สามารถสำรวจมันได้อย่างเต็มที่ในรูปแบบมือถือแบบนี้ครับ
Electroplankton ยังไม่อาจเป็นเครื่องดนตรีที่เราฝึกจนช่ำชอง แล้วนำไปแสดงความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์ได้ หากแต่มันจะทำให้ผู้ได้สัมผัส ประทับใจแค่เพียงไม่กี่วินาทีที่เริ่มมองดูมัน
Nanocorp ทำงานกันเป็นทีมเวิร์กครับ มันจะฟังสัญญาณการตบมือจากเรา หากเราตบมือเป็นจังหวะต่าง ๆ มันก็จะเรียงตัวกันเป็นรูปแบบต่าง ๆ เช่นเส้นตรง รูปหัวใจ วงกลม ม้า แอพเปิ้ล ฯลฯ
หากเราเอาปากกา Stylus ออกมาจิ้มแล้วหมุนๆๆๆ ที่ตัว Lumiloop ตัวของมันก็จะหมุนตามความเร็วของเรา ไม่ว่าจะตามเข็ม หรือทวนเข็ม ยิ่งหมุนเร็วเท่าไร ตัวมันก็จะส่งเสียงดังขึ้นเท่านั้น พร้อมกับส่งเสียงแพดออกมาไพเราะจับใจ
Marine-Snow มีเสียงที่ไพเราะมากครับ มันแบ่งย่อยออกเป็นเสียงเปียโน ไซโลโฟน มิวสิคบ็อคและเสียงระฆัง จิ้มไปที่ตัวมันเหมือนกับจิ้มคีย์บอร์ดเพื่อเล่นเสียงได้เลย
ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่อยากจะนำมาเล่า แต่เกรงว่ามันจะเยอะเกินไป และคิดว่าหากท่านผู้อ่านได้สัมผัสมันด้วยตัวเอง จะซึมทราบรายละเอียดต่าง ๆ เหล่านั้นได้ดีกว่าElectroplankton นั้นไม่ฟรีเหมือนกับ NitroTracker ครับ ราคาของมันนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 1800-2000 บาท ซึ่งเป็นราคาของซอฟต์แวร์เกมของ NDS เลย แต่อย่างไรก็ตาม หากท่านผู้อ่านมี Adaptor card แบบที่บอกไว้ในตอนต้น ก็สามารถดาวน์โหลดมันมาลองเล่นก่อนตัดสินใจซื้อเพื่อสนับสนุนคนทำได้ ราคาสองพันบาทสำหรับค่าประสบการณ์และจินตนาการของคน ๆ หนึ่งตลอดระยเวลาหลายปีที่ผ่านมา ถือว่าไม่แพงเลยครับ มันเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบใน Interactive Music ไปจนถึงนักดนตรีที่มองหาอะไรใหม่ ๆ ในการสร้างแรงบันดาลใจ และนำไปใช้เล่นสนุก ๆ กับคนรอบตัวได้อีกต่างหาก หากท่านผู้อ่านเป็นนักดนตรี ชอบเล่นเกม และชอบค้นหาอะไรใหม่ ๆ ให้กับตัวเองแล้วล่ะก็ แนะนำให้ถอย NDS แล้วหาซอฟต์แวร์เหล่านี้มาลองได้เลย หรือถ้ากลัวจะหาไม่ได้ สามารถติดต่อผู้เขียนได้ที่ 089-105-2864 ทุกวัน ในเวลานักดนตรีครับ
1 ความคิดเห็นสนับสนุนโดยนิตยสาร The Absolute Sound & Stage
ขอขอบคุณนาย BrIgTH ที่ให้ยืมเครื่อง NDS สำหรับเปิดประสบการณ์ใหม่ ขออวยพรให้กะละแมก๊วนขายดีในงาน FAT ปีนี้อีกครับ